แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ HRD-ครอบครัว รพร.ด่านซ้าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ HRD-ครอบครัว รพร.ด่านซ้าย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ขาเทียม...ที่ด่านซ้าย


ขาเทียม... ด่านซ้าย

โดย นพ.ภักดี สืบนุการณ์

หลายคนอาจจะแปลกว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย “ทำขาเทียมให้ผู้ป่วยขาขาดด้วยหรือ”  คำตอบก็คือ ทำได้จริงๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ มากกว่า 200 ขาแล้ว โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีด้านองค์ความรู้และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องจาก รศ.นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

เริ่มต้นโครงการขาเทียม

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิขาเทียมฯ ด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ
  1. ทำขาเทียมให้ผู้พิการขาขาดที่ยากไร้ ด้อยโอกาส ด้วยวัสดุภายในประเทศ
  2. ทำขาเทียมให้โดยไม่เลือกเชื้อชาติและศาสนา
  3. ให้ผู้พิการขาขาดมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอาชีพ



ช่วงแรกอาจารย์เทอดชัยและมูลนิธิขาเทียมฯ ทำงานในพื้นที่ที่มีคนขาขาดมาก บริเวณชายแดนที่มีกับระเบิด แถบจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ สระแก้ว รวมถึงการออกหน่วยทำขาเทียมเคลื่อนที่ทั่วประเทศ หลังจากการทำงานพื้นที่ชายแดนผ่านไปได้ระยะหนึ่งอาจารย์เทอดชัยมองหา “ต้นกล้า” ที่อยู่ตามโรงพยาบาลชุมชนเพื่อถ่ายทอดความรู้การทำขาเทียมให้กระจายตามพื้นที่ต่างๆ 40 แห่งทั่วประเทศ
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย คือ 1 ใน 5 โรงพยาบาลชุมชนรุ่นแรกที่ส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียนรู้การทำขาเทียมกับอาจารย์เทอดชัยที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยการรับสมัครเจ้าหน้าที่ 2คนที่จะเข้าอบรมเพื่อเรียนรู้การทำขาเทียม นั่นคือคุณอัษฎางค์ อัครสูรย์ และ คุณสุริยา เชื้อบุญมี

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ 2 คนของด่านซ้ายได้รับจากอาจารย์เทอดชัยนั้นคือความรู้ที่อาจารย์เรียนรู้และสังเคราะห์มาทั้งชีวิต เป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใจได้ง่าย ชัดเจนและยั่งยืน โดยใช้วัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด เป็นเทคโนโลยีที่น่าภาคภูมิใจ ประหยัดได้ 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 จากวิธีการทำขาเทียมแบบดั้งเดิม ต้นทุนราคาอันละ 1 พันกว่าบาทเท่านั้น


ขาเทียมด่านซ้าย ทำตอนเช้า ได้เที่ยง
วิธีการทำขาเทียมในประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นการทำวิธีเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว และมีข้อจำกัดที่น้ำหนักมาก ไม่กระชับ ใส่แล้วเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยต้องไปโรงพยาบาล 4-5ครั้ง ตั้งแต่การไปวัดขนาด รอคิว หล่อขา แต่งขา ไปรับขา และไปปรับแต่งขาให้เข้าที่เข้าทาง  ลองคิดดูถ้าชาวบ้านจากอำเภอด่านซ้ายต้องนั่งรถเข้าไปตัวจังหวัดเพื่อใส่ขาเทียมจำนวน 5 ครั้ง จะไปหรือไม่ทั้งๆ ที่ขาขาด เพราะลำพังคนปกติก็เหนื่อยแย่แล้ว  การไปโรงพยาบาลหลายครั้งทั้งๆ ที่ขาขาดทำให้คนที่ใส่ขาเทียมแบบเก่าทนเจ็บจากการใส่ขาเทียม ผลก็คือเอวจะเสีย สุขภาพจิตก็แย่ ช่วยเหลืองานบ้านก็ไม่ได้ ปัญหาคุณภาพชีวิตและครอบครัวก็จะตามมาอีก ดังนั้น กระบวนการทำเขาเทียมคือหัวใจสำคัญ  เริ่มทำตอนเช้าได้เที่ยง(ไม่รวมการแต่งให้สวยงาม)



ช่วงแรกของการทำเขาเทียมที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายนั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ด่านซ้าย”ทำขาเทียมได้ ที่สำคัญคือชาวบ้านจะได้ขา และก็ได้จริงๆ ถึงวันนี้ทำไปแล้วมากกว่า 200ขา ทำให้สามารถแบ่งเบาภาระการทำขาเทียมของโรงพยาบาลจังหวัดเลยได้ระดับหนึ่งทีเดียว


จิตอาสา “ทำขาเทียม”
สิ่งมหัศจรรย์ที่ตามมาจากโครงการขาเทียมก็คือ เจ้าหน้าที่ 2คนที่ทำขาเทียมสามารถนำวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจารย์เทอดชัยส่งมาให้ไปประยุกต์ทำอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุแต่ขาไม่ขาดอีกหลายชนิด เช่น รองเท้าผู้ป่วยเบาหวาน แผ่นรองเท้าสำหรับผู้ป่วยข้อเท้าตก เฝือกอ่อนแก้ข้อเท้าผิดรูปในเด็ก อุปกรณ์เสริมช่วยผู้ป่วยอัมพาต




นอกจากนี้ เมื่ออาจารย์เทอดชัยมีออกหน่วยจิตอาสาจะนำเจ้าหน้าที่ 2 คนของด่านซ้ายไปด้วยซึ่งมีข้อดีคือเจ้าหน้าที่ได้ไปฟื้นฟูความรู้กับอาจารย์และเพิ่มประสบการณ์ทำขาเทียมตามภูมิภาคต่างๆ รวมถึงไปต่างประเทศ 4ครั้งคือ แขวงจำปาสักประเทศลาว รัฐซาราวัค เกาะบอร์เนียว และเมือง ปีนังประเทศมาเลเซีย และล่าสุดไปกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน
การเรียนรู้อย่างเข้าใจ ทำด้วยใจ และตั้งใจลงมือทำ คือความสำเร็จขาเทียม... ด่านซ้าย

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ครอบครับตัวอย่าง (ครอบครัว เนาวรัตน์ พรหมรักษา)




ผู้หญิงที่เดินมาพร้อมกับโชคชะตาที่ไม่ได้ลิขิต


เนาวรัตน์ พรหมรักษา หรือ “ ตุ้ม” เข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๖ เพราะ “ป้าแต๋ว” แม่ของตุ้ม ที่เป็นพนักงานของโรงพยาบาลเสียชีวิตภาระทุกอย่างจึงตกอยู่ที่ตุ้มและอีกอย่างหนึ่งคือ ป้าแต๋ว แม่ของตุ้มเป็นคนดีมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน แต่ต้องมาเสียชีวิตลงเมื่ออายุยังน้อย
จำได้ว่าเมื่อมาทำงานปีแรกๆ ป้าแต๋ว มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากโรคเดิมที่เป็นคือ เบาหวาน ต้องปั๊มหัวใจกันที่ วอร์ด ๑ ในขณะที่ป้าแต๋วทำงาน แต่ก็สุดความสามารถที่จะเยียวยาและช่วยชีวิตไว้ได้ในศักยภาพของรพร.ด่านซ้ายในสมัยนั้นเมื่อ ๒๘ ปีก่อน ตุ้มไม่มีพ่อและแม่ แต่มีน้องๆที่ต้องดูแลอีกหลายคนนี่คือภาระอันใหญ่หลวงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ตุ้มและน้องๆเติบโตมาท่ามกลางการอนุเคราะห์ดูแลของน้าและญาติพี่น้องที่ช่วยกันดูแลมาตามอัตภาพเท่าที่จะทำได้ น้องๆเริ่มโตบางคนมีงานทำ และบ้างก็มีครอบครัวไป ตุ้มก็ได้มีเวลาหันมาดูแลครอบครัวตัวเองมากขึ้น
“ ตุ้ม”มี “ก้อง” เป็นผู้มาเติมเต็มในชีวิตที่ขาดผู้นำของครอบครัวไปตั้งแต่ยังเด็ก ตุ้มและก้องมีโซ่ทองคล้องใจ ๑ คนคือน้อง “ไนซ์” เด็กหญิง กัญญาพัชร พรหมรักษา น้อง“ไนซ์” เป็นตัวแทนของพ่อและแม่เพราะมีหน้าตาที่ถอดเค้ามาจากทั้งพ่อและแม่มีใบหน้าคมเข้ม สุขุม เกินวัยเด็ก คำว่า ลูก ทำให้ ก้อง ต้องเปลี่ยนไป มุมานะทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินมาช่วยกันดูแลครอบครัว ลด ละ เลิก สิ่งไม่จำเป็นในชีวิตออกไป ก้องรับจ้างทำงานได้หลากหลายอาชีพเท่าที่จะมีผู้มาว่าจ้างเช่น ช่างไฟ ช่างปูน ช่างไม้ หรือทำนาข้าวของตนเองไว้กิน เป็นการทำนาแบบเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ เพราะตุ้มเองก็ไปดำนาในวันหยุดหรือวันที่ขึ้นเวรบ่ายหรือดึก ตามความเหมาะสม

“ ตุ้ม” ทำงานในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย ในตำแหน่ง พนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ ได้ทุกหน้างาน ไม่ว่าจะเป็น หอผู้ป่วยใน ห้องคลอด ห้องผ่าตัด หรืองานอุบัติเหตุฉุกเฉิน ตุ้มเป็นผู้ มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงานทุกระดับ สามารถเป็นครู ให้กับผู้ช่วยเหลือคนไข้น้องใหม่ เป็นพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะหยิบจับอะไรก่อนเมื่อเวลาตื่นเต้นมากๆ ตุ้ม เล่นกีฬาไม่เก่งแต่อาสามาเป็นแม่ครัวให้ในงานกีฬายุพราชประจำปี แถมมีฝีมือปลายจวัก ตำแจ่วดำใส่ขิง อร่อยๆมาให้กิน จนติดใจกันเป็นแถวๆ ครอบครัวของตุ้มดำเนินชีวิตมาแบบพอเพียง เลี้ยงดูลูกอันเป็นเสมือนแก้วตาดวงใจด้วยความอุตสาหะ จึงประคับประคองชีวิตมาได้ด้วยดี จนกระทั่งวันแม่แห่งชาติประจำปี ๒๕๕๔ ตุ้ม ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นแม่ตัวอย่างของโรงเรียนด่านซ้าย ซึ่งก็คงจะเป็น ยาหอมให้กับครอบครัว “พรหมรักษา” ได้เป็นอย่างดี และเช่นกัน ในปี ๒๕๕๔ นี้คณะกรรมการพัฒนาบุคลากรของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย มีมติเป็นเอกฉันคัดเลือก“ ตุ้ม” ให้เป็นครอบครัวตัวอย่างใน กลุ่มลูกจ้าง นับเป็นรางวัลชีวิตแห่งปี และด้วยอานิสงส์แห่งความดีที่ได้เพียรพยายามมาคงจะช่วยให้เธอได้หล่อเลี้ยงครอบครัวที่อบอุ่นของเธอตลอดไป

เปรมศรี สาระทัศนานันท์ เรียบเรียง

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ก้าวย่างแห่งความหวัง


ชีวิตของคนแต่ละคน อาจจะมีความหวังหลายๆอย่างในชีวิต บางคนเลือกที่จะมีความสุขกับครอบครัวในบั้นปลายชีวิต บางคนเลือกที่จะรวยล้นฟ้า บางคนเลือกที่จะใช้ชีวิตที่สงบสุข บางคนเลือกที่จะมีรถสักคันบ้านสักหลัง แต่ลุงประจักษ์ความหวังของเขาคือการเดิน
ลุงประจักษ์ ผู้ป่วยอายุ ๖o ปี อยู่ที่บ้านนาเบี้ย ต.นาหอ อ.ด่านซ้าย จ.เลย ภรรยา ลูกสาว 2 คน และหลานสาวอีก 1 คน อาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ลุงประจักษ์เปรียบเสมือนเสาหลักของครอบครัว ประกอบอาชีพทำไร่ ทำสวน ในฐานะที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ลุงประจักษ์มอบภาระการดูแลเลี้ยงดูลูกให้แก่ภรรยาของแกเท่านั้น ส่วนเรื่องการทำมาหากินลุงรับผิดชอบเอง
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ลุงประจักษ์ต้องหันเหมาเป็นช่างไม้เนื่องจากอาชีพทำไร่ไม่พอกับการที่จะต้องเลี้ยงครอบครัว โดยตระเวนรับจ้างไปเรื่อย จนลูกเรียนจบปริญญาตรี และกลับมาอยู่ที่ด่านซ้ายอีกครั้งในปี ๒๕๔๗ โดยหันมาทำไร่ข้าวโพดพร้อมกับได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในละแวกนั้นให้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ลุงประจักษ์ทำงานที่ได้รับมอบหมายและช่าวเหลือพี่น้องที่ได้รับปัญหาต่างๆจนเป็นที่รักของชาวบ้านในชุมชนเดียวกัน
และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ขณะที่ลุงประจักษ์และเพื่อนบ้านขึ้นต้นผักสะทอนเพื่อนำไปประกอบอาหาร ความสูงของต้นสะทอน 5 เมตร ลุงประจักษ์ก้าวไปเหยียบกิ่งที่ผุ โดยส่วนหลังไปกระแทกกับกิ่งไม้ก่อนจะถึงพื้นดิน มารู้สึกตัวอีกทีหน้าก็คว่ำลงกับพื้นแล้ว ลุงประจักษ์มีสติอยู่ตลอดจนสัมผัสได้ว่าตั้งแต่เอวลงไปจนถึงขาไม่มีความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น เพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์และครอบครัวต่างช่วยกันพาลุงประจักษ์ส่งมาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย โดยใช้ไม้กระดานยึดตัวลุงไว้เพราะเข้าใจว่าหลังและขาหัก ทางโรงพยาบาล X-RAY พบว่ากระดูกสันหลังระดับอก มีการแตก จึงนำส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลเลย
ลุงประจักษ์ได้รับการผ่าตัดในวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ หลังจากหมดฤทธิ์ยาสลบ ลุงประจักษ์ตื่นขึ้นมาพบว่า กล้ามเนื้อแขนขาทั้งสองข้างไม่มีความรู้สึก ลุงประจักษ์ทำกายภาพอยู่ที่โรงพยาบาลเลยอยู่พักใหญ่โดยที่มีเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว ผลัดเปลี่ยนกันมาให้กำลังใจ จากที่เคยคิดว่าตัวเองต้องเป็นภาระให้ครอบครัว กลัวว่าจะกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้ กลับมีความหวังขึ้นมาโดยที่ไม่ได้แสดงถึงความเจ็บปวดใดๆให้ใครเห็นเลย ทั้งทั้งที่ใจยังคงกังวลอยู่
ลุงประจักษ์กลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากทำการรักษาที่โรงพยาบาลเลย เกือบสองเดือน โดยนอนอยู่บนเตียงอย่างเดียวไม่ได้ขยับไปไหนและมีความกังวลกับแผลผ่าตัดที่ยังไม่หายสนิทดี ทีมเยี่ยมบ้านโรงพยาบาลด่านซ้ายแนะนำให้ลุงประจักษ์ไปรับการรักษาต่อที่แผนกกายภาพบำบัดของโรงพยาบาล
วันแรกของการมารับการรักษาที่โรงพยาบาล ลุงประจักษ์ได้เรียนรู้การเคลื่อนย้ายตัวเองบนที่นอน และการใช้กล้ามเนื้อพลิกตะแคงตัว ลุงประจักษ์เริ่มมีกำลังใจที่จะทำกิจกรรมอื่นๆต่อไป และรับการรักษาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ
ปัจจุบัน ลุงประจักษ์สามารถเคลื่อนย้ายและลุกนั่งได้บนเตียงและยังสามารถช่วยตัวเองไปที่รถเข็นนั่งได้อีกในระดับหนึ่ง ทั้งยังอาบน้ำโดยที่ไม่ต้องให้ลูกหลานหรือภรรยาดูแลเหมือนเมื่อก่อน ลุงประจักษ์ยังมีความหวังว่าจะกลับมาเดินได้เหมือนเมื่อก่อน ทั้งที่คุณหมอบอกว่า นั่งรถเข็นได้นี่แหละสามารถแล้ว
ลุงประจักษ์และยังหวังที่จะกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติได้โดยมีกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนบ้านที่มาคอยให้กำลังใจและรอยยิ้มนี่เองที่ทำให้ลุงประจักษ์กลับมาลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง
ความจริงและความหวังอาจจะจะแตกต่างกันมากก็ตาม แต่ถ้าเรามีเป้าหมายในชีวิต ถึงแม้สภาพความเป็นจริงจะต่างกันเพียงใด หากมีความพยายาม ความหวัง และกำลังใจสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้อาจจะอยู่ไม่ไกลเลย

นางสาว ทิชากร บรรจถรณ์

นักศึกษากายภาพบำบัด ชั้นปีที่ ๔

มหาวิทยาลัยขอนแก่น



วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บ้านน่าอยู่

ก่อนที่จะมีการเยี่ยมสำรวจเพื่อต่ออายุการรับรองกระบวนการคุณภาพโรงพยาบาล ตามมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพฉบับเฉลิมพระเกียรติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี (Re-Accreditation Survey) หลายหน่วยงานในโรงพยาบาลมีการวางแผนที่จะทำ 5 ส เพื่อความสะอาดของโซนที่ได้รับผิดชอบ ครั้งนี้เป็นของจุดบริการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่ตั้งรับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ไปเคยปิดไม่เคยหยุด
ครั้งนี้เลยมีการจัดหนักเพราะเป็นโซนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยสารคัดหลั่งที่กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณห้อง พนักงานทำความสะอาดได้ในเฉพาะส่วนที่เข้าถึง วันหยุดต้องเปิดรับการรักษาทั้งแบบหนักและเบาด้วย วันนี้จึงมีการระดมพลผู้ที่ปฏิบัติการในโซนER ทั้งที่ขึ้นเวรและไม่ขึ้นเวรมาช่วยกันโดยมีพนักงานทำความสะอาดคอยตั้งหน้า เสียบเข้าพื้นที่หลังจากที่มีการเคลื่อนย้ายของทุกอย่างออกจากห้องหมดแล้ว
ส่วนที่เป็นฝาผนัง โต๊ะ เก้าอี้ และส่วนต่างๆที่ไม่ใช่พื้นกองกำลังติดอาวุธ (เศษผ้า) นำโดยพี่ปุ๊ หัวหน้าER ได้กระจายกำลังโอบล้อมไปพื้นที่เพื่อเข้าประชิดและขัดๆๆ ถูๆๆ จนสะอาดตาขึ้นมา หลายคนช่วยเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ต่างอย่างระมัดระวังเพื่อมาให้บริการตรงหน้าห้องทัตกรรมเก่า เพื่อความสะดวกในการชำระล้างสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ตามพื้นตามแนวตะเข็บต่างๆ
พนักงานทำความสะอาดช่วยขัดพื้น ราดน้ำ กันอย่างขมั่กเขม่น จนเงาวับขึ้นมา มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนทั้งผู้ที่ปฏิบัติงานและผู้เข้ามามีส่วนร่วม ผู้อำนวยการยังมาช่วยเติมกำลังใจให้อีกด้วยการซื้อข้าวเหนียว ไก่ย่าง มาให้อิ่มหนำสำราญกันทั่วหน้า ไม่บ่อยนักครับที่เราจะเห็นบรรยากาศอย่างนี้ที่โซนER เพราะเป็นจุดบริการที่เปิดหมดวันหมดคืน ไม่เคยหลับเวรหลับยาม ตั้งหน้ารับอุบัติเหตุต่างๆที่จะเข้ามาโดยพร้อมเพรียง ต้องขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในการทำให้บ้านของเราน่าอยู่ขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็น พนักงานทำความสะอาด ผู้ปฏิบัติงานทั้งที่ขึ้นเวรและไม่ขึ้นเวร และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในครั้งนี้ ไม่รู้อีกเมื่อไหร่เราจะเห็นบรรยากาศเช่นนีี้อีก ขอบคุณทุกคน

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ค่ายยุพราชสู่ชุมชน ปี54 บ้านแก่วตาว ตอนจบ

กิจกรรมช่วงบ่ายเริ่มขึ้นหลังจากที่กินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยทั้งเด็กนักเรียน ทีมน้องใหม่ ครูพี่เลี้ยง ชาวบ้านที่มาร่วมกิจกรรม เด็กๆได้นั่งโต๊ะตัวใหม่เลยกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย กินไป ยิ้มไป หัวเราะไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกับข้าวอร่อยหรือดีใจจนออกนอกหน้าสำหรับทีมน้องใหม่ที่เห็นเด็กๆมีความสุขในการกิน (อิ่มสบายท้อง)
ต่อเนื่องจากภาคเช้า ทีมงานส่วนหนึ่ง นำต้นรางจืดไปปลูกที่วัดและในชุมชนซึ่งกิจกรรมนี้สืบเนื่องมาจากที่เราได้ทราบผลการเจาะเลือดและการใช้สารเคมีในชุมชนที่ใช้กันมากมายแต่ไม่ป้องกันตัวเอง จึงมีการรณรงค์ให้ดื่มรางจืดขับสารพิษเพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากสารพิษที่สะสมในร่างกายอีกด้วยครับ สำหรับ นักสืบสายน้ำน้อย ในแต่ละกลุ่มมีการส่งตัวแทนเพื่อนำเสนอว่าเจอสัตว์เล็กน้ำจืดชนิดใดมาบ้างโดยมีการเขียนภาพประกอบ จนครูบางคนแทบไม่เชื่อว่า เด็กๆที่ไม่เคยวาดรูปทำไมถึงเขียนภาพสัตว์พวกนี้ได้ 55 เด็กๆน่าจะชอบกิจกรรมนี้ครับ ได้ลงน้ำ ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น พี่ทีมงานบางคนเรียกให้ขึ้นแล้วยังไม่ยอมขึ้นเลย (พูดยากกว่าเด็กอีก อิอิ) สรุปคือ สภาพน้ำในหมู่บ้านวัดจากสิ่งที่เราเจอและเห็น มีความน่าเป็นห่วงเพราะอยู่ในระดับที่ พอใช้ได้ เท่านั้น พี่ไกรลาศและพี่เปียให้เด็กออกมาแสดงความคิดเห็นที่จะช่วยกันทำให้ลำน้ำในหมู่บ้านดีขึ้น โดยการไม่ทิ้งขยะลงน้ำ คัดแยกขยะ และ ทำลายขยะ เบื้องต้น ขนมที่เตรียมมาให้กำลังเด็กๆในการออกมาแสดงความคิดเห็นนั้นหมดไปในชั่วพริบตาและมีการให้คำมั่นสัญญาว่า เด็กๆจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดขยะในหมู่บ้านอีกแรงหนึ่งครับ
ทีมงานส่วนหนึ่งกำลังประดับเวที รำวงชาวบ้าน กิจกรรมช่วงกลางคืนที่ทีมน้องใหม่เตรียมมาให้กับชาวบ้านได้สนุกสนานกัน เพราะ กิจกรรมที่เตรียมมาส่วนใหญ่จะเป็นการให้ความรู้เลยอยากให้พี่น้องได้ผ่อนคลายกันคืนนี้และในส่วนของโรงเรียน คุณครูกำลังซ้อมการแสดงให้เด็กนักเรียนอย่างตั้งใจเพื่อเพิ่มสีสันของงานด้วยครับ เอ้า เซิ้งๆๆ ฮิ้วๆๆๆๆ ช่วงเย็นก่อนกิจกรรมจะเริ่มขึ้น หมอบอยยังสอนชาวบ้านฝึกท่าบริหารกล้ามเนื้อ ยืดเหยียด เนื่องจากอาชีพเกษตรกรรมทำให้กล้ามเนื้อแข็งตัว ได้ทั้งการนวดเพื่อสุขภาพและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ พี่น้องคงสุขภาพดีขึ้นเป็นกองเลยนะครับถ้าได้ทำทุกวันนะ
กินข้าวเย็นกันเรียบร้อย ชาวบ้านเดินทางมาร่วมงาน พี่บาสแจกบัตรเพื่อนำไปขึ้นรางวัลโดยมีตัวเลขกำกับอยู่ สนุกสนานแล้วยังมีรางวัลแจกอีกด้วย งานเริ่มขึ้นโดยการแสดงจากน้องๆโรงเรียนบ้านแก่วตาว นี้ขนาดอาจารย์บอกว่าเพิ่งซ้อมไม่ถึงสองวันนะ แต่ฝีมือไม่เบาเลยสำหรับครูผู้สอน จับปูใส่กระด้งจนกลายเป็นนางหงษ์ได้อย่างงดงามเลยครับ เอ้าๆเซิ้งๆอีกและ หลังจากขั้นรายการด้วยเสียงเพลง อสม.ประจำหมู่บ้านก็มีการแสดงเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการสะสมของสารพิษในร่างกาย ตรงใจเราจริงๆเพราะพี่น้องตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างหนักเลยครับ ^_^


การแสดงผ่านไป การร้องการเต้นความสนุกสนานตามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทีมนำที่ตามมาคือ
พี่เปรม พี่อ๋อยและ ทีมช่าง รพ. พี่น้อง ป๋าหงวน ซึ่งช่วงเย็นหลังจากที่มาถึง ทั้งสองท่านช่วยกันปรับปรุงระบบไฟฟ้าของโรงเรียนและกลางคืนยังมาช่วยเพิ่มสีสันของงานให้สนุกสนานมากขึ้นด้วยครับ ขอบคุณๆ ร้องไปจับแจกกันไป พี่อ๋อยยังมีอารมณ์สอนเด็กพับกระดาษอีกด้วย พอเพลงมันส์ก็ลุกขึ้นมาเต้น เอ้าฮากันเข้าไป ถึงแม้บางช่วงจะขาดๆเกินๆไปบ้างสำหรับมือใหม่ แต่ก็ทำเอาหายเหนื่อยกันเป็นแถวเมื่อเห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขของพี่ๆน้องๆบ้านแก่วตาว คืนนี้หลับฝันดีแน่เลยครับ ฮิ้วๆหาว

วันสุดท้ายของการออกค่ายมาถึงแล้วครับ ข้าวต้มร้อนๆจากฝืมือของ พี่ตาแม่ครัวประจำทีมของเรา อุ่นท้องดีจัง หลายคนเติมพลังช่วงเช้ากันอย่างเต็มที่ เพราะวันนี้ ต้องออกแรงกันเยอะแน่นอนครับ ทีมทันตกรรม รพ.เดินทางมาสมทบในช่วงเช้า ไม่ว่าจะเป็น พี่หมอวัฒน์ พี่เอ็ม พี่มล พี่ยุวดี (สาวไม่สร่าง) ที่มาตรวจสุขภาพช่องปากให้พี่้น้องในชุมชนด้วย ถัดมาที่สนามการแข่งเกมส์กีฬาพี่น้องหลายคนได้ร่วมแข่งขันเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ในวันสุดท้าย โดยมีชื่อว่า แซม แซมเกมส์ ตามชื่อน้องใหม่ทั้งสามคนผู้คิดเกมส์ให้เราได้สนุกสนาน เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลยครับ สุดท้ายทีมน้องใหม่แข่งแชร์ลอตเตอรี่ เอ้ย แชร์บอล กับชาวบ้าน กลางโคลนจนเนื้อตัวมอมแมมไปตามๆกัน
ชาวบ้านบางส่วนยังเตรียม พานพุ่มบายศรีเพื่อรับขวัญน้องใหม่ที่มาทำกิจกรรมที่หมู่บ้าน ความสุขทางใจจริงๆครับ หลายคนตื้นตันกับสิ่งที่ชาวบ้านแสดงออกให้เราเห็นว่า เราเป็นลูกเป็นหลานของพี่น้องครับ T_Tซึ้งอ่ะ ทั้งน้องใหม่ พี่เก่า เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้อย่างมีความสุข และกินข้าวร่วมกันกับพี่น้องเป็นมื้อสุดท้ายของการออกค่ายครั้งนี้ และยังมีการมอบของที่ระลึกและของที่ได้รับสมทบมาจากน้ำใจของพี่น้องในด่านซ้ายและทางไกลที่เราประชาสัมพันธ์โครงการนี้ออกไป
สุดท้ายจริงๆ ขอขอบคุณพี่น้องบ้านแก่วตาว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อ้อ เกือบลืม ทีม เพาะกล้าตาโขนใหญ่
พี่เจมส์ พี่เอก พี่เปิ้ล พี่ต้นน้อยก็มาเล่านิทานให้เด็กฟัง และยังมีหนังสือมาให้ได้อ่านกันอย่างทั่วถึงครับ พี่ป๋อมแป๋ม และพี่บอยกล่าวขอบคุณพี่น้องบ้านแก่วตาวที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีและร่วมทุกกิจกรรม และทำให้ทีมเรารู้ข้อมูลหลายอย่างของพี่น้อง เพื่อที่จะเป็นข้อมูลให้เราพัฒนาและเสริมสร้าง สุขภาวะ ที่ดีในการทำมาหากินของพี่น้อง สัญญาครับเราจะเอาทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพี่จากน้องในชุมชนมาพัฒนางานและจิตใจของพวกเราในการทำงานเพื่อสุขภาพของพี่น้องในท้องถิ่นที่ยังเข้าไม่ถึงระบบการบริการทางการแพทย์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่และขนบธรรมเนียมประเพณีและเพื่อให้พี่น้องได้คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไปครับ
ปล. ขอบคุณด้วยใจ

  1. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทีมน้องใหม่
  2. องค์การบริหารส่วนตำบลที่เอื้อเฟื้อในด้าน แสง สี เสียง
  3. คุณครูที่ร่วมเป็นพี่เลี้ยงร่วมทุกกิจกรรมของเรา
  4. ทีมนำรพร.ที่ทำให้พวกเรารู้ว่า เราเก่งกันพอตัว 55
  5. น้องๆนักเรียนที่ทำให้พี่ๆได้คิดถึงบรรยากาศเก่าๆนะ
  6. ทีมทัตกรรม ทีมเพาะกล้า พี่น้องช่างตัดผม พี่อาร์ต พี่แดง มือเชื่อมโต๊ะทานข้าวและอีกหลายคน
ไม่รู้ครับว่าในทีมน้องใหม่จะอยู่ที่นี่ไปด้วยกันอีกนานไหมหรือไปตามหนทางของแต่ละคน แต่ความทรงจำดีๆมันจะยังอยู่ในสมองเราตลอดไป
ขอบคุณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายกับประสบการณ์ดีๆครับ

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ค่ายยุพราชสู่ชุมชน ปี54 บ้านแก่วตาว ตอน 2

ช่วงบ่ายกิจกรรมเริ่มขึ้นโดยทีมงานส่วนหนึ่ง แยกเด็ก ป.1-ป.3 ออกมาทำกิจกรรม เพาะกล้าตาโขนน้อย โดยมีเกมส์สนุกๆและหนังสือนิทานให้เด็กๆอ่านด้วย ต้องบอกว่าสนุกกันมากมายวัดได้จากเสียงหัวเราะ ที่ดังขึ้นเรื่อยๆซึ่งนำทีมโดย พี่ป๋อมแป๋ม พี่น้ำหวาน แหม สนุกสนานกันดีจริงๆ (ให้ข้อยเล่นนำเด่)


ส่วนน้องๆ ตั้งแต่ป.4 ขึ้นไป ทางทีมงานอีกส่วนหนึ่งก็เอามาเรียนรู้เกี่ยวกับการนวดแผนไทย นำทีมโดย พี่ไพโรจน์ (นักการแพทย์แผนไทย) พี่นุช พี่พิมพร พี่ชิต พี่นก พี่ไอซ์ และ กลุ่ม "ต้นกล้าภูมิปัญญาไทย"ซึ่งพี่ไพโรจน์บ่มเพาะนักนวดเยาวชนให้เรียนรู้การนวดแผนไทยและส่งเสริมให้เรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรพื้นบ้าน จนตอนนี้ชำนาญในระดับหนึ่งเลยทีเดียวแต่พี่ๆของเราก็ไม่เบาเพราะก่อนมาก็ได้เรียนรู้เบื้องต้นกับพี่ไพโรจน์มาแล้ว โดยพี่น้องบ้านแก่วตาวมาร่วมเรียนรู้การนวดไปพร้อมกันโดยมีพี่ๆเป็นพี่เลี้ยงให้แบบถึงเนื้อถึงตัวกันเลยทีเดียว อาชีพเกษตรกรต้องบอกว่าหนักเอาการเลยทีเดียวเพราะส่วนมากที่ไปรพ. จะปวดหลัง ปวดเอว กันซะส่วนใหญ่ พี่น้องบอกว่าสบายเลยที่นี้นวดให้กันเองได้และ ลูกนวดให้พ่อ พ่อนวดให้แม่ เพื่อนนวดให้เพื่อน พี่นวดให้น้องและอื่นๆอีกมากมาย แหมๆนวดกันใหญ่เชียวนะ
และทีมงานอีกส่วนหนึ่งยังไปร่วมกับชาวบ้านช่วยกันก่ออิฐถือปูนสร้างกำแพงโรงอาหารให้กับเด็กนักเรียนพร้อมทั้งยังมีโต๊ะและเก้าอี้ที่พี่บาสออกแบบไว้ให้เด็กได้รับประทานอาหารอีกด้วย ตัวใหญ่มาก 2 ตัว เด็กเห็นแล้วยิ้มกันแก้มปิ พรุ่งนี้หนูๆจะได้นั่งโต๊ะกินข้าวที่ทำจากเหล็กใช้กันเป็นปีไม่มีทรุดแน่นอน หันมาดูทางทีมนวดเรียกว่าสอนกันทุกกระบวนท่าจริงๆเพื่อพี่น้องบ้านแก่วตาวแต่ยังๆไม่พอครับ ทางพี่ไพโรจน์ได้
เตรียมอปกรณ์ที่ใช้เจาะเลือดเพื่อตรวจสอบสารพิษในร่างกายเนื่องจากพี่น้องในชุมชนใช้สารเคมีในเกษตรกรรม (ทุกบ้าน) โดยสามารถที่จะรู้ผลภายในวันนั้นเลยที่เดียว พี่น้องส่วนใหญ่ที่เจาะจะเป็นวัยกลางคนจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ เนื่องจากวัยแรงงานยังไม่กลับจากไร่ รวมที่เจาะวันนี้ 88 คนครับ และหน้าใจหายจริงกับผลที่ออกมา ปลอดภัย 6 คน ไม่ปลอดภัยและมีความเสี่ยง 82 คน คืนนี้เราเลยต้องมีการจัดหนักในส่วนของการให้ความรู้และต้องให้พี่น้องได้ตระหนักถึงโรคที่จะเกิดจากการใช้สารเคมีในการเกษตรซะแล้วครับ
หลังจากกินข้าวแลง (ข้าวเย็น) กันเสร็จเรียบร้อย หมอบอย และ พี่ไกรลาศ ฝ่ายเวชปฎิบัติครอบครัวและกรรมการสิ่งแวดล้อมที่ตามมาสมทบในช่วงเย็น ก็เริ่มพูดคุยในส่วนของปัญหาในชุมชนที่คณะสำรวจได้ลงมาเก็บข้อมูลในพื้นที่ 2 ครั้ง ก่อนมาออกกิจกรรม มีเรื่องของขยะและสารเคมี ที่ต้องบอกว่าพี่น้องในชุมชนมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคในอีกไม่กี่ 10 ปีข้างหน้าแน่นอนถ้าไม่ป้องกันและดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ มีการเชิญ ตัวแทน อบต. ครู ผู้ใหญ่บ้าน มารับฟังปัญหาและให้พี่น้องช่วยกันออกความเห็นร่วมกัน หลายคนที่ได้รู้ผลการเจาะเลือดที่ผ่านมาในช่วงเย็น มีความวิตกกันอย่างเห็นได้ชัด โดยมีพี่ไกรลาศและพี่นก ทำหน้าที่พิธีกรอย่างเข้มแข็ง หมอบอยคอยช่วยเสริมและปลุกใจชาวบ้านให้เห็นถึงสิ่งที่ชุมชนต้องช่วยกันจนเวลาล่วงเลยมาพอสมควรจึงแยกย้ายกันไป ส่วนทีมน้องใหม่มีการสรุปกิจกรรมและถึงเวลาพักผ่อนซักที อิอิ หาวแล้วก็หาว กัน แบบเพลียๆครับ
ช่วงเช้าของวันที่สอง 29 ส.ค. 54 หลังจากที่เราเคารพธงชาติและสวดมนต์ไหว้พระกันเป็นที่เรียบร้อย (บรรยากาศเก่าๆดีจัง) กิจกรรมนักสืบสบายน้ำน้อยก็เริ่มขึ้นโดยเราแบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 2 ทีม โดยมีพี่เลี้ยงในทีมและคุณครู ร.ร.บ้านแก่วตาวเข้าร่วมดูแลเด็กและเรียนรู้ร่วมกัน โดยพี่ไกรลาศ พาเด็กๆไปสำรวจสายน้ำในหมู่บ้าน ส่วนพี่เปียสำรวจอยู่ที่โรงเรียน เพื่อดูสัตว์เล็กน้ำจืดที่อาศัยอยู่ และนำเป็นผลลัพธ์เพื่อดูว่าน้ำในชุมชนอยู่ในระดับที่น่าพอใจหรือไม่ เด็กๆเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนานเนื่องจากเพิ่งมีโอกาสได้ทำครั้งแรกทำเอาพี่สนุกสนานไปตามๆกัน อธิบายขั้นตอนและวิธีทำต่างๆ สำคัญก็คือ สัตว์ที่ขึ้นมาเราต้องเอาเขากลับสู่น้ำอย่างปลอดภัยนะครับ สอดแทรกเรื่องราวต่างๆได้อีกมากมายเลยครับกิจกรรมนี้ เอ้าส่องกันเข้าไป
อีกกิจกรรมที่ควบคู่ไปกับนักสืบสายน้ำก็คือ หนังสือเล่มแรกของหนู หรือ bookstart ซึ่งทางทีมได้เชิญแม่เด็กตัวเล็ก ตัวน้อยมาทำความเข้าใจกับกิจกรรมที่เป็นการปลูกผังให้เด็กรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์และฝึกพัฒนาการโดยมีคุณแม่เป็นคนอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง โดยเด็กที่ยังเล็กจะเป็นหนังสือภาพสีเรียกความสนใจของเด็กๆได้ดีทีเดียว เด็กๆจะได้คุ้นเคยกับหนังสือไงครับ อิอิ พร้อมกันนี้ยังมอบหนังสือให้คุณแม่แต่ละท่านไปไว้อ่านที่บ้านด้วยนะครับ น่ารักทั้งคนสอนคนเอาไปอ่านเลย อิอิ


กิจกรรมนักสืบสายน้ำน้อยดำเนินไปพร้อมกับหนังสือเล่มแรกของหนู แต่ในส่วนของทีมงานอีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังขมักเขม่นร่วมกับชาวบ้านในชุมชนช่วยกันขนดินบ้าง ขุดดินบ้าง และก่ออิฐเพื่อทำแปลงผักให้กับโรงเรียนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในโครงการอาหารกลางวัน จนเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงกิจกรรมก็พักชั่วขณะเพื่อกินข้าวเติมพลังให้กับพี่ๆทีมงานที่เรียกว่าหนักเอาเบาสู้กันจริงๆ โดยในช่วงบ่ายเรายังต้องมีการจัดสถานที่เพื่อรองรับพี่น้องที่จะมาร่วมกิจกรรมกลางคืนและมีสรุปกิจกรรมนักสืบสายน้ำในช่วงบ่ายของวันที่สอง
ติดตามตอนสุดท้ายนะครับ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายสำหรับการไปออกค่ายน้องใหม่ปีนี้ พบกันอีกทีตอนสุดท้ายครับผม (กินแล้วก็นอนพักผ่อนกายา อิอิ)

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ค่ายยุพราชสู่ชุมชน ปี54 บ้านแก่วตาว ตอน 1





โดยเรานัดกันไว้ที่ 07:00 น. แต่กว่าจะรวมพลได้จริงก็เลยมาเกือบหนึ่งชั่วโมง หลังจากที่จัดสัมภาระและอุป

กรณ์ต่างๆขึ้นรถเรียบร้อย ผู้อำนวยการ รพร. ด่านซ้าย หมอภักดี (หมอจิ๋ว) ได้บอกกับพวกเราก่อนเดินทาง

ทุกครั้งหรือทุกรุ่น (เผอิญเป็นน้องใหม่แทบทุกปี) คืออยากให้เราไปทำความรู้จักกับชาวบ้าน เรียนรู้วิถีการใช้

ชีวิตในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองและมองให้เห็นถึงความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่แตก

ต่างกันไปตามความสลับซับซ้อนของภูมิประเทศในด่านซ้าย และให้เกิดความเข้าใจประกอบกับการเรียนรู้

ร่วมกันอันจะก่อให้เกิดการมองในหลายมิติสุขภาพของคนในชนบท




หลังจากนั้นการเดินทางก็เริ่มขึ้น หลายคนมีสีหน้าที่อิดเอียนอย่างเห็นได้ชัดก่อนการเดินทาง

เนื่องจากเมื่อคืนต้องจัดเตรียมของทุกอย่างที่จะไปออกค่ายไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าและสิ่งของที่เตรียมไว้เพื่อทำ

กิจกรรมกับพี่น้องในชุมชน ระยะทาง 42 กิโลเมตรไม่ไกลเลยสำหรับพื้นผิวที่ราบในเมืองใหญ่ แต่... ที่เราจะ

ไปนั้นต่างกันโดยวัดจากพาหนะที่เราวิ่งแซงมาหลังจากเลี้ยวขวาออกจากถนนใหญ่ทางเข้าหมู่บ้านที่เราไป





ถึงแม้จะเดินทางไปสำรวจมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม แต่หลายคนก็มีอาการเมารถอย่างห็นได้ชัด นั่ง

หลับตา นั่งทางใน พยายามกลั้นความรู้สึกในลำคอที่สามารถจะทยานออกมาให้อีกหลายคนได้ทำตาม

แต่...เราก็ผ่านพ้นมาได้ไม่อายใคร อิอิ จนถึงบ้านแก่วตาว บ้านที่ระยะทางไม่น่าเป็นอุปสรรคแต่จากที่พี่น้อง

ในชุมชนบอกว่ามีเด็กหลายคนคลอดในรถหลายครั้งก่อนจะไปถึงรพ.

ถึงแล้ว...ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมที่เราเตรียมมา ทางโรงเรียนบ้านแก่วตาว ได้มีการต้อนรับอย่างเป็นทาง

รู้สึกตัวเองสำคัญยังไงยังงั้น โดยผู้อำนวยการโรงเรียนได้กล่าวแนะนำตัวบุคลากรประจำโรงเรียน ผอ.และ

นักการภารโรง เป็นผู้ชาย ที่เหลือเป็นครูผู้หญิงทั้งหมด 4 คน โดยมีนักเรียนทั้งหมด 40 กว่าคน สอนตั้งแต่

ก่อนวัยเรียนจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ปีนี้ไม่มีเด็ก ป.6 ซักคน หลังจากนั้นทีมน้องใหม่ก็เริ่มแนะนำตัวเอง

และถึงวัตถุประสงค์การมาออกค่ายในครั้งนี้โดยมีการส่งตารางกิจกรรมมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว








หลังจากการต้อนรับเราก็นำของทุกอย่างเก็บรวมไว้ที่โรงเรียนก่อนเพื่อที่จะเข้าไปคลุกคลีตีโมงกับ

คนในหมู่บ้านโดยใช้ความ ช่างเจรจา รอยยิ้ม สองมืออ่อนๆ และ คำว่า "หมอ" เพื่อบอกกับเขาว่าเรามาทำ

อะไร เพื่อใคร ทำไม แต่ตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้วครับ เราลงความเห็นกันว่า "กองทัพต้องเดินด้วยท้อง" เพราะ

ฉะนั้น ขณะนี้ถึงเวลาอร่อยแล้วซิ





บทความครั้งหน้าผมจะพาท่านรู้จักหน้าค่าตาน้องใหม่และกิจกรรมต่างๆที่เราไปทำกันแต่ตอนนี้ผมขอ

เวลาไปสวาปาม (จัดหนัก) กับเพื่อนร่วมทีมก่อนนะคร้าบ

ปล. ติดตามตอนต่อไปนะครับ

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คำถามที่ไม่ต้องตอบ


540719 สถานีโทรทัศน์ช่อง Springs News ออกอากาศทางเคเบิ้ลทีวี ได้มาถ่ายทำรายการ"หนึ่งคนไทยในสยาม" เพื่อขอทราบประวัติการทำงานของนายแพทย์ ภักดี สืบนุการณ์ ในฐานะที่ได้รับรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่น ประจำปี 2553 คนที่ 37 จากคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดลตามที่มีข่าวออกทางสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และข่าวออนไลน์ทาง Internet พร้อมกับสัมภาษณ์ทีมงาน จิตอาสาในโรงพยาบาลเกี่ยวกับกิจกรรมต่างที่ทำและ เป็นแรงในการพัฒนาต่อยอดกิจกรรมต่างๆ

จากที่เกิดจากความคิดของผอ.เอง หรือทีมนำ ที่ตอนนี้หลายคนได้เข้ามาเป็นคนขับเคลื่อนกิจกรรมหลังจากที่ได้ติดสอยห้อยตามและเริ่มแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาจนได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เดินหน้าพัฒนากิจกรรมต่อไปหลายคนถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำ เริ่มต้นเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร ทำอะไรทำเพื่อใครทำอย่างไร แล้วส่งผลให้กับตัวเองอย่างไรหลังจากที่เรามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ และคำถาม

สุดท้ายอยากจะให้พูดถึงผอ.ว่าท่านให้อะไรแก่เราบ้างและบอกความรู้สึกที่เรามีกับผอ...เท่าที่เดินตามทีมงานและสังเกตุการตั้งคำถามสัมภาษณ์และมีโอกาสได้พูดคุย รายการนี้ทำเรื่องผอ.เป็นหลักทั้งประวัติตั้งแต่ เป็นคนที่ไหน เรียนจบแพทย์แล้วมาอยู่ด่านซ้ายได้อย่างไร ทำอะไรกับที่นี่บ้างได้รับรางวัลอะไรจากที่ไหน รู้สึกอย่างไรที่ได้ทำงานที่ด่านซ้าย คล้ายๆกับที่ถามบุคคลที่เลือกมาสัมภาษณ์ด้วยความที่ผอ.เป็นนักพูดอยู่ในจิตวิญญาณ (ผมคิดว่าอย่างนั้น) ทุกคำถามมีคำตอบเสมอ

ทีมงานมีหนึ่งคำถามที่ทีมงามถามทุกคนที่เป็นบุคลากร "รู้สึกอย่างไรกับผอ." หรือ "ผอ. เหมือนเป็นอะไรกับคุณ" คำถามง่ายๆ แต่...ทำไมหลายคนเหมือนพูดไม่ออก ตอบซิ ผมก็อยากรู้ความคิดที่พวกคุณมีต่อผอ. แทบจะทุกคนเงียบ มองขึ้นไปบนเพดานบ้าง ไม่รู้จะพูดอย่างไรจน ทีมงานถามเอง เออเอง ตอบเองคำตอบที่จะออกมาจากปากบ้างก็คือ ครับ ใช่ครับ ดีกับพวกเรามากเลยครับ

บางอย่างมันคงบรรยายออกมาทางคำพูดไม่ได้เพราะมันสื่อออกมาทางสายตา

ประวัติ นพ.ภักดี สืบนุการณ์

ประวัติและผลงาน

นายแพทย์ภักดี สืบนุการณ์

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย


ประวัติส่วนตัว

เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายวินัยและนางสมศรี สืบนุการณ์ ข้าราชการบำนาญ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2506 ภูมิลำเนาจังหวัดนนทบุรี มีพี่ชาย 1 คนคือ นพ.เชวงศักดิ์ สืบนุการณ์ เป็นศัลยแพทย์กระดูกและข้อ(แพทย์ขอนแก่น รุ่น 7) มีน้องชาย 1 คน นายรังสี สืบนุการณ์ วิศวกรไฟฟ้า และมีน้องสาว 1 คน คือ รศ.ทพญ.ดร.ศิริวรรณ สืบนุการณ์ เป็นอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมรสกับ พญ.ทิพพาวดี สืบนุการณ์(สกุลเดิม นิตติวัฒน์ แพทย์รามา รุ่น 20) อายุรแพทย์ประจำโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย มีบุตร 2 คนคือ เด็กชายเวทิต และ เด็กหญิงเวธินี


ประวัติการศึกษา

  • จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ในปี พ.ศ.2519 และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น ในปีพ.ศ.2524 จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(แพทย์ขอนแก่น รุ่น 9) สอบอนุมัติบัตรเวชศาสตร์ป้องกันได้ในปี พ.ศ.2535 ในปี พ.ศ.2538 เข้ารับการอบรมหลักสูตรการบริหารโรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี


ประวัติการทำงาน

หลังจากจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ. 2530 ได้เลือกทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาลภูเรือ จังหวัดเลย หลังจากมาอยู่อำเภอภูเรือได้ราว 10 เดือน เกิดเหตุสู้รบที่สมรภูมิร่มเกล้าทางราชการต้องการแพทย์ไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนาแห้ว จึงได้อาสาสมัครไปช่วยงานนายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลนาแห้ว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นสู้รบในสมรภูมิร่มเกล้า หลังจากอยู่โรงพยาบาลภูเรือ 2 ปี ในปี พ.ศ. 2532 ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย ซึ่งเดิมเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง และทำงานมาจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2537 ได้อาสาสมัครไปช่วยราชการที่ รพ.สุคิริน จ.นราธิวาส เป็นเวลา 1 เดือนเนื่องจากสาเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

เกียรติประวัติส่วนตัว

  • แพทย์ชนบทดีเด่นของกองทุนนายแพทย์กนกศักดิ์ พูนเกษร โดยมูลนิธิแพทย์ชนบท พ.ศ. 2534

  • รางวัลพระราชทาน ”คนไทยตัวอย่าง” เสนอโดยมูลนิธิธารน้ำใจ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ พ.ศ. 2537

  • รางวัลพระราชทาน “ศิษย์เก่าดีเด่น” มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2540

  • รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2547

  • รางวัล “ASIA - PACIFIC AWARD FOR COMMITTED MEDICAL DOCTOR” of underprivileged area จากที่ประชุม ASIA – PACIFIC ACTION ALLIANCE FOR HUMAN RESOURCE FOR HEALTH (AAAH) BALI. INDONESIA 4-6 OCTOBER 2010

  • ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ และเสนอชื่อเข้ารับรางวัลบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขดีเด่น (Nominated for Special Recognition Award for dedicated service in health) ในการประชุม Second Global Forum on Human Resources for Health 25–29 January 2011


เกียรติประวัติโรงพยาบาล

  • พ.ศ.2537 ได้รับรางวัลโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชก้าวหน้าดีเด่นจากมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

  • พ.ศ.2538 ได้รับเงินบริจาคเพื่อจัดสร้าง อาคารเชวง–ไน้ เคียงศิริ มูลค่า 12 ล้านบาท จากคุณไพศาลและคุณเพ็ญศรี สุขุมพานิช เพื่อใช้เป็นอาคารเวชกรรมฟื้นฟูและหอผู้ป่วยหลังคลอด

  • พ.ศ.2538 ยกฐานะเป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง โดยการพึ่งตนเอง

  • พ.ศ.2542 ได้การรับรองคุณภาพมาตรสากล ISO9002 โดยบริษัท BVQI

  • พ.ศ.2548 ได้รับการรับรองการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล(HA) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ(HPH) จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล(พรพ.)

  • พ.ศ.2549 ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในการประกวดภูมิทัศน์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

  • พ.ศ.2550 ได้รับการรับรองคุณภาพการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล(HA)ตามมาตรฐานโรงพยาบาล

บริการสุขภาพฉบับเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60ปีจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล(พรพ.)

  • พ.ศ.2550 ได้รับรางวัลการดูแลเบาหวานที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่น จากสมาคมผู้ให้ความรู้เรื่อง

โรคเบาหวานซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัล Terumo Diabetes Patient Care Team Award

  • พ.ศ.2552 ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานการพยาบาล NQA จากสภาการพยาบาล

  • พ.ศ.2552 ได้รับเงินบริจาคเพื่อจัดสร้างอาคารเพ็ญศรี-ไพศาล สุขุมพานิช มูลค่า 8 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นอาคารเวชปฏิบัติครอบครัวและทันตกรรม

  • พ.ศ.2553 รางวัลเชิดชูเกียรติ Humanized healthcare Award ระดับองค์กร จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(สรพ.)

  • พ.ศ.2553 รางวัลเชิดชูเกียรติ Healing Environment Award ระดับองค์กร จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(สรพ.)


ผลงานด้านวิชาการ

1. งานวิจัยการประเมินภาวะขาดสารไอโอดีนในประชากรอำเภอด่านซ้าย ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การเภสัชกรรมในปี พ.ศ. 2540 และดำเนินการวิจัยอีกครั้งในปี พ.ศ.2546 โดยร่วมกับ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นการวิเคราะห์ภาวะขาดสารไอโอดีนใน หญิงตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิดและเด็กวัยเรียน เพื่อใช้เป็นแนวทางป้องกันภาวะขาดสารไอโอดีน โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดซึ่งมีผลต่อ การพัฒนาการสมองเด็ก

2. งานวิจัยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม กรณีศึกษาบ้านด่านซ้าย นาเวียง และนาหอ ลุ่มน้ำหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พ.ศ.2546 หัวหน้าโครงการ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษา รศ.ดร.มรว.อคิน ระพีพัฒน์ รศ.ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช รศ.ปรานี วงษ์เทศ หัวหน้าคณะวิจัย นพ.ภักดี สืบนุการณ์ สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ การฟื้นฟูสำนึกร่วมของผู้คนในสังคมท้องถิ่น โดยอาศัยความรู้ความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้คนมีความรักท้องถิ่น มีการสืบทอดวัฒนธรรมและปกป้องสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นมีประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปเป็นแนวทางในการจัดระบบการดูแลสุขภาพของชุมชน

หนังสือและบทความที่นำเสนอผลงาน

  1. หนังสือ ผีกับพุทธ ศาสนาและความเชื่อในสังคมด่านซ้าย ดุลภาพทางจิตวิญญาณในสังคมลุ่มน้ำหมัน พ.ศ.2548

  2. หนังสือการ์ตูน ผีตาโขน สนุกสนานวันบุญหลวง พ.ศ.2550

  3. หนังสือ ที่แห่งนี้รักษาด้วยความสุข โดยคุณ อรสม สุทธิสาคร พ.ศ.2551 “โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย ทุกมิติคืองานเพื่อสุขภาพ”

  4. วารสาร โรงพยาบาลชุมชน ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 กรกฎาคม-สิงหาคม พ.ศ. 2552 “มากกว่าความเป็นโรงพยาบาลที่ด่านซ้าย”

  5. นิตยสาร สารคดี ปีที่ 26 ฉบับที่ 309 พฤศจิกายน พ.ศ.2553 “เมืองจักรยานที่ด่านซ้าย”

  6. วารสาร ผีเสื้อขยับปีก ปีที่ 3 ฉบับที่ 5 พ.ศ.2553 คอลัมน์ ปอกเปลือกความคิด “นพ.ภักดี สืบนุการณ์ หมอธรรมดาที่ไม่ธรรมดา”

  7. หนังสือ ชวน ชิม ชา(SHA) ที่ด่านซ้าย บทสังเคราะห์การถอดบทเรียนการพัฒนาคุณภาพที่ยั่งยืน โดย สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(สรพ.) พ.ศ.2554



ปาฐกถาอุดม โปษะกฤษณะ

การเรียนรู้และเข้าใจท้องถิ่นอย่างคนในคือหัวใจของการพัฒนา

โดย นพ.ภักดี สืบนุการณ์

ผมทำงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายมา 22 ปี หลังจบจากโรงเรียนแพทย์ แพทย์ส่วนใหญ่จะต้องไปใช้ทุนตามโรงพยาบาลที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งส่วนมากก็จะแย่งกันอยู่ในโรงพยาบาลใกล้เมือง อาจเป็นเนื่องจากคนที่เรียนแพทย์ในเมืองไทยมาจากครอบครัวคนชั้นกลางขึ้นไป ครอบครัวไม่อยากให้ลูกลำบากต้องไปอยู่ตามชายแดน และมีค่านิยมว่าต้องเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง อาชีพแพทย์ในเมืองไทยยังเป็นสิ่งที่นักเรียนชั้นมัธยมปลายใฝ่ฝันที่อยากจะเข้าเรียน เนื่องจากเมื่อจบแล้วมีรายได้มาก ได้รับการยอมรับจากสังคม เป็นหน้าเป็นตาให้ครอบครัว ดังนั้นเมื่อเป็นแพทย์ใช้ทุนครบสามปีแล้วก็มักจะย้ายออกจากพื้นที่เพื่อไปเรียนต่อ จึงทำให้เกิดการขาดแคลนแพทย์ซ้ำซากในโรงพยาบาลที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร ตัวผมเองก็มีเคยความรู้สึกเช่นนี้

เมื่อไปทำงานที่ด่านซ้าย ผมมีความรู้สึกยากลำบากในการทำงาน เป็นเรื่องของการขาดอุปกรณ์เครื่องมือ บุคลากร อาคารสถานที่ และงบประมาณ ในการรักษาพยาบาล ซึ่งผมคิดว่าเป็นเหตุที่ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ย้ายหนีจากโรงพยาบาลในถิ่นทุรกันดาร แต่การรับรู้เรื่องราวของชาวบ้านทำให้ความรู้สึกยากลำบากของผมลดลง เช่น กว่าครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านที่ด่านซ้ายต้องใช้เวลาเดินทางถึงโรงพยาบาลมากกว่า 1 ชั่วโมง ถนนจากด่านซ้ายไปยังโรงพยาบาลจังหวัดเลยมี 255 โค้ง เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของด่านซ้ายเป็นภูเขา ผมเคยเห็นคนไข้ยอมตายอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะไม่ต้องการไปรักษาไกลบ้าน จึงได้กลับมาทบทวนว่าเราโชคดีกว่าชาวบ้านมาก ถ้าเราไม่พอใจเราก็ย้ายออกได้ แต่ถ้าชาวบ้านไม่พอใจโรงพยาบาลเขาไม่สามารถย้ายหมู่บ้านของเขาได้ ในขณะเดียวกันเราก็รับรู้ถึงความเอื้ออาทรของคนในชนบทด่านซ้าย ในขณะที่เราทำงานสาธารณสุขภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด หลายครั้งที่ผู้ป่วยได้รับผลกระทบจากการบริการที่ผิดพลาดของผม เขาก็ไม่โทษผม เขามีความศรัทธาต่อตัวผมในขณะที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรให้เขามากเลย เมื่อผมเริ่มเข้าใจชาวบ้านมากขึ้น ผมรับรู้ถึงความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อแพทย์และโรงพยาบาล เห็นศักยภาพของความเป็นแพทย์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อชาวบ้านที่ด้อยโอกาส เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเริ่มต้นคิดที่จะทำโรงพยาบาลให้ดีขึ้น คนไข้ที่ไม่ควรเสียชีวิตก็ควรจะรอด ควรจะรักษาโรคที่หายได้ให้หาย ไม่เลือกปฏิบัติกับชาวบ้าน ทั้งหมดเป็นความรับรู้ในช่วงที่เป็นแพทย์ 3 - 4 ปีแรกของผม จึงทำให้ผมไม่ไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง

บุคลากรของโรงพยาบาล เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร ส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ หลายคนมาใช้ทุนและมีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน จึงทำงานอยู่ร่วมกันที่ด่านซ้ายอย่างมีความสุข บางคนอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เหตุที่เราอยู่กันได้นานเนื่องจากเรามีโอกาสที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ ส่วนมากเคยทำงานเป็นอาสาสมัคร นักกิจกรรม สมัยที่เรียนในมหาวิทยาลัย การเรียนรู้ที่สำคัญของเราคือการเรียนรู้ท้องถิ่น ซึ่งที่อำเภอด่านซ้ายเป็นอำเภอเก่าแก่ ประชาชนมีความเชื่อและศรัทธาต่อทั้งศาสนาพุทธและสิ่งเหนือธรรมชาติ มีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะก็คืองานประเพณีบุญหลวง ซึ่งหลายคนรู้จักกันในนามงานผีตาโขน เมื่อศึกษาแล้วพบว่างานประเพณีดังกล่าวเป็นงานที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน แบ่งปันกัน ไม่ทอดทิ้งกันของคนในชุมชน และยังแสดงการเคารพอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ เรามีประเพณีปฏิบัติให้บุคลากรใหม่ของโรงพยาบาลทุกคนจะต้องเข้าไปนอนในหมู่บ้านที่ห่างไกล เพื่อที่จะให้รับทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ในปัจจุบันรูปแบบการเรียนรู้ท้องถิ่นเป็นหัวใจสำคัญของงานบริการปฐมภูมิ

เราจัดตั้งกลุ่มผู้สูงอายุเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนแรกก็คิดว่าจัดระเบียบการรักษาพยาบาล แต่กลับกลายเป็นช่องทางการสื่อสารกับผู้สูงอายุ และเป็นแรงบันดาลใจให้เรานำการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านมาใช้ในโรงพยาบาล ผมถามผู้สูงอายุว่าต้องการอะไรจากโรงพยาบาล เขาตอบว่าอยากได้คนไปดูแลคนพิการ อัมพาตที่บ้าน ผมก็กลับมาคิดว่าผมไม่ค่อยเห็นผู้ป่วยอัมพาตมาโรงพยาบาล แต่เมื่อตามไปเยี่ยมที่บ้านก็พบผู้ป่วยอัมพาตที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จำนวนมาก รอวันตายอยู่ที่บ้าน จึงคุยกับกลุ่มผู้สูงอายุว่าถ้าเราอยากมีนักกายภาพบำบัดจะช่วยโรงพยาบาลได้ไหม ชาวบ้านด่านซ้ายตกลงรวบรวมเงินวันละ 1 บาทต่อครอบครัว เป็นเวลา 1 ปี ได้เงินมากว่า 300,000 บาท จัดตั้งเป็นกองทุนดูแลสุขภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุ เมื่อก่อนพยาบาลโรงพยาบาลชุมชนไม่ค่อยได้ทำงานเยี่ยมบ้าน และไม่มีตำแหน่งนักกายภาพบำบัด ผมนำเงินกองทุนไปจ้างนักกายภาพบำบัดและพัฒนาระบบพยาบาลเยี่ยมบ้าน เราจึงเป็นโรงพยาบาลชุมชนรุ่นแรก ๆ ที่มีนักกายภาพบำบัด ทำให้เรามีช่องทางเรียนรู้ชาวบ้านมากขึ้น ตอนแรกนึกว่าชาวบ้านลำบากมากแล้ว แต่เมื่อมีระบบการเยี่ยมบ้านก็เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่มากมายหลายเท่า จึงกระตุ้นให้ทำกิจกรรมที่หลากหลายต่อมา เช่น เราส่งลูกจ้าง ซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นที่ทำงานมา 20 ปี ไปฝึกอบรมการทำขาเทียมจาก มูลนิธิขาเทียมและกลับมาจัดตั้งหน่วยขาเทียมของโรงพยาบาล นอกจากช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้พิการชาวด่านซ้ายและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว ยังสร้างความภาคภูมิใจแก่บุคลากรของเราด้วยการเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิขาเทียมไปออกหน่วยให้บริการประชาชนในพื้นที่ห่างไกลทั้งในและต่างประเทศเป็นประจำ

ในขณะที่กำลังพัฒนางานบริการ เราพบข้อจำกัดด้านบุคลากร เราจึงสร้างระบบหาคนในท้องถิ่น หาสถานที่เรียน หาทุนให้เรียน และรับกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลโดยให้ค่าตอบแทนที่เพียงพอให้ครอบครัวเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้ครอบครัวเห็นคุณค่าของการศึกษา ในบางครั้งเราต้องจ้างพวกเขาเป็นพนักงานชั่วคราว แต่เขามีคุณค่าที่โดดเด่นเรื่องความรักความเข้าใจท้องถิ่นดีกว่าตัวผม แม้ว่าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายจะอยู่ชายแดน ทุรกันดาร แต่ปัจจุบันเราไม่ขาดแคลนบุคลากรเลย

ความผูกพันของผมกับชาวบ้านมีมากขึ้น ผมก็อยากพัฒนาคุณภาพการรักษาให้ดียิ่งขึ้น สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการให้มากขึ้น ความตั้งใจที่เราอยากให้ชาวด่านซ้ายได้รับการดูแลที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ จึงมีการแสวงหาความร่วมมือจากหลายเครือข่าย โรคซับซ้อนบางอย่างน่าจะรักษาที่ด่านซ้ายได้ เช่น โรคต้อกระจก เพราะการส่งต่อไปที่โรงพยาบาลจังหวัดซึ่งมีจักษุแพทย์เพียงคนเดียว กว่าจะได้ผ่าตัดคนไข้ก็ตายแล้ว เป็นความโชคดีที่เราได้รู้จักกับ นพ.วีรพันธ์ ธนาประชุม จักษุแพทย์ของโรงพยาบาลคริสเตียนมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ท่านมาช่วยผ่าตัดต้อกระจกทุก 3 เดือนเป็นเวลา 16 ปีแล้ว นับถึงวันนี้ผ่าตัดไปได้ 1,000 กว่าราย การจัดคลินิกโรคหัวใจ โดย นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อายรุแพทย์โรคหัวใจ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งเคยเป็นแพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายเมื่อ 21 ปีที่แล้ว ได้มาเป็นอาสาสมัครตรวจรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาของโรงพยาบาล และสามารถค้นหาผู้ป่วยที่ต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังศูนย์โรคหัวใจโดยตรง ลดจำนวนครั้งการเดินทางของผู้ป่วยที่ต้องไปตรวจที่ศูนย์โรคหัวใจซึ่งอยู่ห่างไกลถึง 300 กม. นอกจากนี้ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มาให้บริการในลักษณะจิตอาสา เช่น โรคกระดูกและข้อทุกเดือน โรคจิตเวชทุกเดือน แม้บุคลากรของเราต้องทำงานมากกว่าโรงพยาบาลชุมชนอื่นก็ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ ผู้ป่วยหลายคนก็เป็นญาติพี่น้องกับบุคลากร เขาก็เหมือนได้ดูแลญาติพี่น้องตนเอง

เมื่อผมอยู่นานขึ้นก็มองเห็นว่าบุคลากรในโรงพยาบาลมีความสามารถที่หลากหลายมากกว่าวิชาชีพที่เขาเป็น ถ้าเราส่งเสริมให้เขาทำกิจกรรมที่เขารักและมีความสุขน่าจะดี ได้ให้โอกาสเขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้ศักยภาพของตน แสดงออกได้อย่างอิสระ จึงเกิดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและสร้างความผูกพันให้คนในองค์กรและชุมชน เช่น โครงการหนังสือเล่มแรกของหนู กิจกรรมสันทนาการและกีฬาในโรงเรียนประถมศึกษา ค่ายเยาวชนเรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่ายศิลปะเด็ก ค่ายดนตรีสากล ดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน เป็นต้น จึงทำให้ทุกคนมีคุณค่าในองค์กร และการทำงานที่โรงพยาบาลมีความหมายต่อชีวิตเขา

การดำเนินงานสาธารณสุขที่ผ่านมา ได้รับข้อมูล ความรู้และความคิด จากคนภายนอกท้องถิ่น ซึ่งมีลักษณะการมองจากมุมที่สูงและมองอย่างกว้างๆ ไม่เห็นสิ่งที่เป็นรายละเอียด ที่ละเอียดอ่อน เวลาจะพูดหรือนำเสนออะไรจึงพูดเป็นภาพรวมๆ และหยิบยกสิ่งที่เด่นๆ มาวิเคราะห์ตีความ ด้วยกรอบความรู้และแนวคิดทฤษฎีที่มาจากภายนอกท้องถิ่น บางครั้งกลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนา

แต่เมื่อเราได้เข้าไปเรียนรู้และเข้าใจท้องถิ่นอย่างคนใน ได้ศึกษาพื้นที่ทางวัฒนธรรม อันเป็นแผ่นดินเกิดของคนภายในท้องถิ่นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่เล็กจนโต การอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทร การทำมาหากินที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ความเป็นชุมชนที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ มีสถาบันทางศาสนา ความเชื่อ และมีระบบการดูแลสุขภาพกันเองภายในท้องถิ่น ทำให้เราได้สัมผัสและรับรู้ข้อมูลที่ลึกซึ้งอย่างคนในท้องถิ่น จะทำให้หัวใจของเราเปิดกว้าง มีมุมมอง แนวคิด ที่จะสร้างระบบบริการสุขภาพชุมชนหรือดำเนินงานสาธารณสุขที่สอดคล้องต่อความต้องการและวิถีชีวิตท้องถิ่น ทำให้เกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ ผมอยากเห็นคนที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะด้านใด เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ขาดโอกาส เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ได้พึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกัน และใช้ศักยภาพของตนเพื่อผู้อื่นสักช่วงหนึ่งของชีวิต

ขอขอบคุณคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่สอนให้ผมเป็นแพทย์ นพ.ทวีศักดิ์ เจ้าสกุล อดีตนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลยที่ชักชวนและแต่งตั้งให้ผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย นพ.ธวัช จายนียโยธิน อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่ชี้แนะว่าศักยภาพของแพทย์อย่างผมสามารถทำประโยชน์แก่ท้องถิ่นได้มากโดยที่ไม่ต้องไปเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของผมตลอดมา ครอบครัวคุณไพศาลและคุณเพ็ญศรี สุขุมพานิช ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการสร้างอาคาร ครุภัณฑ์การแพทย์ ทำให้โรงพยาบาลสามารถสร้างสรรค์งานที่เป็นประโยชน์สอดคล้องต่อความต้องการของท้องถิ่น ขอบคุณกัลยาณมิตรที่เป็นเครือข่ายสนับสนุนกิจกรรมของโรงพยาบาล ขอบคุณคนด่านซ้ายและบุคลากรโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายที่ให้โอกาสผมได้ทำงานร่วมกัน และสุดท้าย ขอขอบคุณ พญ.บุษกร อนุชาติวรกุล อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี ที่เสนอชื่อให้ผมเข้ารับการคัดเลือกแพทย์ชนบทดีเด่นในครั้งนี้

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ต้อนรับสมาชิกใหม่


ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่มือใหม่ จุ๋ม อุมาพร วังคีรี นวก. การเงินและบัญชี หลังจากที่อุ้มท้องมาหลาย

เดือน จนเมื่อ วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 54 เวลา 09 .34 น. หนุ่มน้อยที่ชื่อว่า เจษฎา ก็ออกมาให้แม่จุ๋ม

ได้ชื่นชมแล้วครับ