แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าเรื่องเร้าพลัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าเรื่องเร้าพลัง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

มนุษย์ไม่ได้เป็นเหยื่อของยีนส์..

มนุษย์ไม่ได้เป็นเหยื่อของยีนส์ เราเป็นอย่างที่เรารับรู้

คำว่า “เป็นเหยื่อของยีนส์” สะท้อนทัศนะที่ยึดถือกันมานานว่าร่างกายมนุษย์เป็นเหมือนเครื่องยนต์กลไกชนิดหนึ่งที่ถูกควบคุมด้วยสารพันธุกรรมคือยีนส์และดีเอ็นเอ แต่สำหรับความรู้ทางชีววิทยาใหม่ ทัศนะดังกล่าวกำลังจะถูกเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็น “สภาวะแวดล้อมและความรับรู้ของเราเองต่างหากที่กำหนดความเป็นตัวเรา”
นั่นคือสาระใจความสำคัญที่สุดที่ ดร.บรูซ ลิปตัน ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์และชีววิทยาระดับโลก จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา พยายามย้ำบอกในการมาบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2545 หัวข้อเรื่อง Biology of Belief หรือภาคไทยว่า “ชีวฟิสิกส์กระบวนทัศน์ใหม่ เพื่อความเข้าใจชีวิตและชีวมณฑล”
ดร.บรูซ บรรยายอย่างระเอียดลึกซึ่ง อ้างอิงผลการวิจัย ทดลอง ข้อคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญมากมาย ในที่นี้ เป็นเพียงการหยิบเอาประเด็นสำคัญบางประการมาเล่าสู่กันฟัง สำหรับผู้อ่านสานแสงอรุณที่ไม่มีโอกาสได้ไปร่วมรับฟังในวันนั้น

ทัศนะเก่าที่ใช้ไม่ได้แล้ว
ฐานคิดพื้นฐานทางชีวิทยาแต่เดิมตั้งตั้งอยู่บนสมมติฐาน 3 ประการ คือ
  1. กระบวนการทางชีววิทยาดำเนินไปโดยกฎเกณฑ์เดียวกันกับแนวคิดฟิสิกส์แบบนิวตัน
  2. การแสดงออกทางชีววิทยาทั้งหมดถูกควบคุมโดยยีนส์
  3. ความหลากหลายทางชีววิทยาเกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของชีวิตซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีของ ดาร์วินใหม่ ที่เห็นว่ากระบวนการแปลงพันธุ์ของยีนส์เกิดจากปัจจัยภายในยีนส์เองเป็นส่วนใหญ่

ขยายความแนวคิดฟิสิกส์ตามทฤษฎีเกี่ยวกับจักรวาลของนิวตัน (Newtonian Mechanic) บอกกับเราว่า
  1. จักรวาลขับเคลื่อนไปอย่างมีกฎเกณฑ์ตายตัว และจักรวาลหรือทั้งหมดของธรรมชาติประกอบขึ้นด้วยสาร ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากสสาร เป็นทัศนะแบบวัตถุนิยม (Materialism)
  2. การอธิบายปรากฏการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนสามารถทำได้โดยการถอดชิ้นส่วน แล้วทำความเข้าใจจากชิ้นส่วนอันเป็นองค์ประกอบย่อย ๆ นั้น เพื่อไปอธิบายองค์รวมใหญ่ ในความเป็นมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อถอดชิ้นส่วนอวัยวะร่างกายออกมาดูว่าแต่ละชิ้นทำงานเกี่ยวโยงกันอย่างไรก็จะสามารถอธิบายชีวิตมนุษย์ได้ เป็นทัศนะแบบลดส่วน (Reductionism)
  3. เมื่อรู้ปัจจัยและกฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ เราก็สามารถที่จะแทรกแซงหรือคาดทำนายได้ว่าเมื่อทำอย่างนั้นอย่างนี้จะเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นผลตามมา เรียกว่าเป็นทัศนะแบบมีปัจจัยเป็นตัวกำหนด (Determinism)
ขยายความ ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินใหม่ (Neo – Darwinian) บอกกับเราว่า การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการพัฒนาการของสรรพชีวิตมีอยู่สองส่วนด้วยกันคือ
  1. เป็นขบวนการแปลงพันธุ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีแบบแผน เป็นอุบัติเหตุเกิดขึ้นในระดับเซลล์เมื่อมีการผสมหรือสืบพันธุ์
  2. เป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติสิ่งที่เหมาะสมหรือแข็งแรงที่สุดจะอยู่รอดได้ ดังนั้น สำหรับการเกิดขึ้นของมนุษย์จึงเป็นอุบัติเหตุของการแปลงพันธุ์ เผอิญเกิดขึ้นในระหว่างขบวนการสืบพันธุ์ ขบวนการผลิตซ้ำของชีวิต ความมีชีวิตของมนุษย์จึงไม่ได้มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์อะไร นอกเหลือไปจากการเป็นเหตุบังเอิญในวิวัฒนาการ
ทั้งหมดนั้น คือรากฐานทัศนะทางวิทยาศาสตร์ ที่กำกับความคิดความเชื่อของมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน และยังคงมีอิทธิพลฝังแน่นอยู่ในวิถีการดำรงอยู่ของผู้คนถึงทุกวันนี้ เป็นไปโดยอัตโนมัติ คือเชื่อตาม ๆ กันมา อย่างแทบจะไม่เคยนึกสงสัยตั้งคำถาม

ทัศนะใหม่ที่เข้าแทนที่
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1920 ความเชื่อตามทัศนะนิวตันดังกล่าวเริ่มถูกเปลี่ยนแปลงจากทฤษฎีใหม่ของควอนตัมฟิสิกส์ ที่มองจักรวาลแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ควอนตัมฟิสิกส์หรือควอนตัมแมคคานิกส์พบว่า
จักรวาลประกอบด้วย “พลังงาน” เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ในโครงการสร้างของอะตอมลึกลงไปเรื่อย ๆ อดทนที่จะเป็นสสารหรืออนุภาคขนาดเล็กวิ่งวนกันอยู่ กลับกลายเป็นไม่มีอะไรอยู่เลย อนุภาคทุกชนิดจะมีการดูดซึมแสงและส่งออกซึ่งคลื่นตามลักษณะที่เป็นเฉพาะของมันเอง การจะเข้าใจว่ามันเป็นอนุภาคหรือสสารชนิดใด รู้ได้จากการตรวจวัดแบบแผนของคลื่นนี้

พร้อมกันนั้น ทัศนะลดส่วนได้ถูกแทนที่ด้วย “ทัศนะองค์รวม” (Holism) ที่ถือว่าองค์ประกอบโดยรวมมีมากกว่าคุณสมบัติของส่วนย่อย ๆ มารวมกัน หรือการรวมกันของส่วนย่อย ทำให้เกิดองค์รวมที่มีคุณสมบัติใหม่ของมันขึ้นมาและความเป็นกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวถูกแทนที่ด้วยทัศนะที่ว่า สรรพสิ่งมีความซับซ้อนและมีความไม่แน่นอนอยู่ค่อนข้างมาก

เมื่อรากฐานทางฟิสิกส์มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านชีววิทยาก็มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย (แม้จะอย่างเชื่องช้ามากก็ตาม) นั่นก็คือ ร่างกายของมนุษย์ที่สุดแล้วไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยสสารแต่ร่างกายของมนุษย์เป็นพลังงาน ในร่างกายของมนุษย์มีแบบแผนของพลังงานในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัลป์พลังงานที่อยู่ภายนอก ทั้งในทางมาพ้องกันเสริมกัน หรือหักล้างกันทำให้เกิดการสูญเสีย

ล่าสุดผลลัพธ์จากการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ไม่นานมานี้ (Human Genome) ได้สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าในร่างกายมนุษย์มีจำนวนยีนส์อยู่เพียง 34,000 ตัว จากที่เคยคาดกันไว้ว่าน่าจะมีอยู่ราว 140,000 ยีนส์ (ตามจำนวนโปรตีนและดีเอ็นเอที่ทำหน้าที่ควบคุมการแสดงออกของแม่พิมพ์โปรตีน) จำนวนถึงสองในสามที่คิดว่ามีอยู่แต่กลับไม่ได้มีอยู่นี้ ทำให้ตระหนักกันขึ้นไม่น้อยว่า โดยแท้จริงแล้วภาวะชีวิตของมนุษย์มีคำวามลึกล้ำซับซ้อนยิ่งนัก และเรายังไม่มีคำตอบในความลึกลับนั้น (ที่เคยคิดว่ารู้แล้วเป็นแค่อหังการ) เนื่องจากยีนส์ที่เราคิดว่าเป็นตัวคำตอบมันไม่ได้มีอยู่จริงยีนส์หรือดีเอ็นเอจึงไม่ได้เป็นตัวกำหนดการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์ ยังมีสิ่งอื่นที่ควบคุมยีนส์อีกทีหนึ่ง

สิ่งนั้นคืออะไร ดร.บรูช เฉลยว่าคือ กระบวนการรับรู้ของเราที่ตอบรับต่อสภาวะแวดล้อมที่มากระทบ
สวิตช์เปิด – ปิดในกลไกการทำงานทางชีววิทยาที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมและแรงขับเคลื่อนไปในทางต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปเฉพาะโดยตัวของมันเอง แต่จะต้องมี”สัญญาณ” จากภายนอกร่างกายมนุษย์มากระทำประกอบด้วยและสัญญาณที่ว่านี้มีได้ทั้งลักษณะที่เป็นสสารและพลังงาน

โดยสัญญาณภายนอกที่จะผ่านเข้าสู่ภายในเซลล์ ต้องผ่านกลไกรับสัญญาณ ส่งผ่านและแปลสัญญาณ ซึ่งอยู่ที่ Cell Membrane หรือเยื่อหุ้มเซลล์ กลไกนี้เปรียบได้กับสวิตช์เปิด – ปิดกลไกการทำงานนั่นเอง เมื่อสัญญาผ่านเข้ามาสู่ภายในเซลล์จะทำให้โปรตีนในเซลล์มีการเคลื่อนไหวไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างและพฤติกรรมต่าง ๆ “สิ่งแวดล้อม” รอบตัวจึงเป็นแหล่งต้นกำเนิดคอยส่งสัญญาณผ่านผัสสะของเรา เกิดเป็น “กระบวนการรับรู้” ที่เป็นตัวกำหนดกลไกทางชีววิทยาทั้งหมด เท่ากับสิ่งแวดล้อมที่เข้ามากระทบชีวิตและการรับรู้ของเรานั้นเองที่เปลี่ยนแปลงกลไกและกระบวนการทางชีววิทยาในตัวตนของเรา

ด้วยการรับรู้ มนุษย์กำหนดชะตาชีวิตของตนได้
การรับรู้ไม่ว่าจะเป็นไปในทางใด บวกหรือลบ จะมีผลต่อกระบวนการทางชีววิทยาของเซลล์ทั้งสิ้น กระทั่งกล่าวได้ว่า ชีววิทยาของเราถูกขับเคลื่อนไปโดยทัศนะความเชื่อของเรานั่นเอง เช่น หากเราเชื่อว่าเราเป็นมะเร็ง การรับรู้และความเชื่อชุดนี้ก็จะไปผลิตกระบวนการทางชีววิทยา เราอาจสร้างมะเร็งขึ้นมาจากความคิดความเชื่อของเราได้

กลไกภายในร่างกายและจิตใจที่ตอบรับต่อการรับรู้ภายนอก จะอยู่ระหว่างสองทิศทางเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คือถ้าไม่เปิดรับเคลื่อนเข้าหาเพื่อนำมาเสริมสร้าง (เติบโต) ก็ปิดตัวเองเคลื่อนหนีเกิดการสูญเสีย(ปกป้อง) ด้วยกลไกดังกล่าวนี้ “ความรัก” จึงเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นทำให้เกิดการเติบโตงอกงามของมนุษย์มากที่สุด ในขณะที่ “ความกลัว” เป็นปัจจัยที่ทำให้ชะงักการเติบโต จากการที่สารเคมีจากต่อมเหนือไตจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวเลือดถูกดึงจากที่ต่าง ๆ ให้ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อแขนขาเป็นพิเศษ  หยุดส่วนของการเติบโตเพื่อมาสร้างการต่อสู้ป้องกันตัวเองหรือวิ่งหนี ฉะนั้นยิ่งเรามีความกลัวมากขึ้นเท่าไร เราก็จะใช้พลังงานในการปกป้องตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเราใช้พลังงานในการปกป้องตัวเองมากขึ้นเท่าไร กระบวนการเติบโตของชีวิตก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

อีกทั้ง ความรับรู้ใหม่ทางชีววิทยาอีกหลายประการ ทำให้เรื่องอุบัติเหตุของการผ่าเหล่าแปลงพันธุ์กำลังถูกรื้อเปลี่ยนมาสู่ทัศนะใหม่ที่เชื่อว่า “วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแท้ที่จริงมันมีวัตถุประสงค์อยู่ภายในตัวของมันเอง” โดยเฉพาะเป็นไปเพื่อการปรับตัวให้ชีวิตสามารถอยู่รอดและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น วิถีที่ดำเนินไปของชีวิตจึงเป็นสัมพันธภาพที่ไม่อาจแยกขาดออกจากกันของสิ่งแวดล้อม การรับรู้และกระบวนการทางพันธุกรรมในเซลล์
มาถึงตรงนี้ คงไม่ผิดถ้าจะสรุปว่า ความอยู่รอดของชีวิต กระทั่งพันธุ์ของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับว่าเราตกอยู่ในภาวการณ์รับรู้เช่นไรเป็นสำคัญ ชะตาชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดล่วงหน้าเอาไว้แล้วในยีนส์(วัตถุสาร) มนุษย์สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ ภายใต้ปัจจัยของสิ่งแวดล้อม การรับรู้ ทัศนคติและความเชื่อ (กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จิต ที่มีสัมพันธภาพกับกายนั่นเอง)

ถ้าเรา รัก มากกว่าที่จะ กลัว ร่วมมือมากกว่า แข่งขัน คิดสร้างสรรค์ มากกว่าที่จะแก่ง แย่งทำลาย สงบเรียบง่าย มากกว่า โหยหา ดิ้นรนไม่หยุดหย่อน ฯลฯ เราก็จะรอดและงอกงาม

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เรื่องเล่าชาวรุ่น 1



จุดเริ่มต้นของการไปเที่ยวครั้งนี้เกิดจากการที่พรไปทำบุญที่วัดป่าศาลาน้อยพี่ลี่ ขณะที่กำลังนั่งรถไปก็ได้มีการพูดคุยเรื่องไปเที่ยว สถานที่ ที่จะไป จะชวนใครไปบ้าง แต่หลายครั้งที่มีการพูดคุยกันในลักษณะนี้สุดท้ายก็ไม่ได้ไป แต่ครั้งนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ไปจริง ๆ พร้อมสมาชิกกลุ่มที่ร่วมเดินทางวที่ถือว่าสนิทกัน ก่อนไปเราไม่เคยนัดประชุมร่วมกันสักครั้ง ทีแรกก็หวั่น ๆ ใจอยู่ไม่น้อยว่าจะเกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า แถมวันที่จะเดินทางฝนก็ตกอีก ปกติก็ไม่ชอบอยู่แล้วที่เวลาเดินทางฝนตกและต้องไปตอนกลางคืนด้วย แต่พอถึงเวลาเดินทางฝนก็หยุดตก ในระหว่างเดินทางไปถึงเชียงใหม่ ไม่มีฝนสักเม็ด 2 วันที่ได้อยู่กับพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ถึงแม้ว่าจะเหนื่อย ร้อน ง่วงนอนแต่ก็มีรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะ เวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจริง ๆ แต่จะขอจดจำช่วงเวลาดี ๆ ครั้งนี้ตลอดไป

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

โชคดีที่..โชคร้าย

การฝึกงานโรงพยาบาลชุมชนครั้งแรกกับเรื่องเล่าเรื่องแรก ทำให้ได้สัมผัสกับชีวิตที่น่าสนใจมากมาย ก้าวแรกของการดูแล case study ณ. หอผู้ป่วยใน1 เตียงชาย1 กับภาพแรกที่เห็นชายคนหนึ่งอายุประมาณ 40 ต้นๆ นอนอยู่บนเตียงสีหน้าเศร้าซึมดูหงอยเหงาไม่พูดไม่จาและข้างเตียงนั้นก็พบหญิงชราผู้หนึ่งอายุประมาณ 70 กว่าปีซึ่งพอจะเดาออกได้ว่าน่าจะเป็นแม่ของคุณลุงคนนี้ การทักทายได้เริ่มต้นขึ้นจากการเข้าไปซักประวัติและตรวจร่างกาย แต่ผลตอบรับที่ได้คือ การถามคำตอบคำโดยรู้ได้ทันทีว่า คุณลุงยังไม่ไว้ใจในตัวเราและยังไม่กล้าที่จะเล่าเปิดใจในเรื่องที่เกิดขึ้น ความสามารถสูงสุดในตอนนั้น คุณลุงสามารถทำได้แค่ยักไหล่ได้อย่างเดียว ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความคิดที่ว่า จะต้องทำให้คุณลุงช่วยเหลือตัวเองให้ได้ไม่อยากเห็นคุณลุงอยู่ในสภาพแบบนี้ และเมื่อเวลาผ่านไปความไว้ใจก็เริ่มเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย คุณลุงเริ่มเปิดใจและถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังพอได้ใจความว่า

ชายหนุ่มอายุ 40 ปี ที่มีชื่อว่า นายบุญรอด ฤทธิ์ศักดิ์ อาศัยอยู่ที่ บ้านกกโพธิ์กับภรรยาและลูกๆ มีอาชีพ ขายล๊อตเตอรี่ ทำไร่และรับจ้างต่างๆ เป็นคนขยันเอาการเอางานดีเป็นคนรักครอบครัวและมีลูกที่น่ารัก 2 คน คนโตเป็นผู้ชาย อายุ 18 ปี ส่วนคนเล็กเป็นผู้หญิงอายุ 13 ปี ไม่ว่าจะไปไหนจะต้องพามอเตอร์ไซร์เพื่อนยากคู่กายไปด้วยทุกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องราวต่างๆมากมายที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับลุงบุญรอด

ปี 2552 ลุงบุญรอดได้แยกทางเดินกับภรรยาโดยมีเหตุผลส่วนตัวจึงทำให้การจากกันครั้งนี้จากกันไปด้วยดี ลุงบุญรอดจึงกลับมาอาศัยอยู่กับบิดามารดาและพี่สาวที่บ้านเกิด บ้านช่างสี่ ส่วนภรรยานั้นได้รับลูกทั้ง2คนไปดูแลและได้มีสามีใหม่พร้อมกับมีลูกใหม่ด้วยกัน1คน ถึงจะแยกทางจากกันไปแล้วแต่ก็ยังมีการติดต่อถามสาระทุกข์สุขดิบกันอยู่เรื่อยๆ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ลุงบุญรอดหมดกำลังใจและสิ้นหวังมีแค่เวลาเท่านั้นที่สามารถเยียวยาชีวิตที่เหลืออยู่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ลุงบุญรอดกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกกครั้งได้เพราะความรักและคำปลอบโยนที่ครอบครัวมีให้จากพ่อ แม่และพี่น้อง ลุงบุญรอดเป็นคนดีไม่กินเหล้าเมายาจึงทำให้เป็นที่รักของญาติพี่น้องและคนในชุมชน

เหตุการณ์กลับตาละปัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเช้าวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ลุงบุญรอดก็ได้พามอเตอร์ไซร์เพื่อนยากคู่กายออกไปทำงานรับจ้างตามปกติ ในวันนั้นออกไปรับจ้างตัดหญ้าแต่บังเอิญว่า น้ำมันเครื่องตัดหญ้าดันหมด จึงได้ยืมน้ำมันเครื่องของเพื่อนมาใช้ชั่วคราวก่อน หลังจากทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้ขี่มอเตอร์ไซร์เพื่อนยากคู่กายไปหาซื้อน้ำมันเครื่องมาใช้คืนเพื่อน ระหว่างทางนั้นด้วยความที่ประมาทคิดว่ารถไม่เยอะ มือหนึ่งถือถังน้ำมันเครื่องอีกมือหนึ่งบิดคันเร่งมอเตอร์ไซร์ ขับด้วยความเร็วจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ด้วยความแรงของเครื่องยนต์ทำให้รถหลุดโค้ง ลุงบุญรอดได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “ มอเตอร์ไซร์เพื่อนยากคู่กายไถลไปทางหนึ่ง ลุงบุญรอดก็ได้กระเด็นออกไปจากรถอีกทางหนึ่งกระเด็นไปอีกฝั่งหนึ่งของถนน หลังจากนั้นก็หมดสติไป ไม่รับรู้เรื่องราวอะไรอีกเลย “ด้วยความโชคดีของลุงบุญรอดมีหมอที่โคกงามคนหนึ่งมาพบร่างของลุงบุญรอดที่นอนหมดสติอยู่จึงได้นำตัวลุงบุญรอดส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย หลังจากนั้นทางโรงพยาบาลได้ส่งต่อไปที่โรงพยาบาลเลย แต่ในความโชคดีนั้นก็มีความโชคร้ายแถมมาด้วย หลังจากฟื้นคืนสติ ลุงบุญรอดได้กลายเป็นผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อนทันที แพทย์ได้วินิจฉัยว่าคุณลุงเป็น Quadriplegia T2 ลุงบุญรอดนึกคิดเสียใจว่าเพราะมอเตอร์ไซร์เพื่อนยากคู่กายแท้ๆที่ต้องเป็นแบบนี้ ความรู้สึกแรกที่ลุงบุญรอดได้รับ แขนและขาทั้ง2ข้างทำไมถึงไม่มีแรงไม่รู้สึกแม้แต่จะขยับเองยังทำไม่ได้ หยิกก็ไม่รู้สึกเจ็บ ทำให้ลุงบุญรอด เสียใจ ท้อแท้และคิดถึงแต่อนาคตว่าจะไม่สามารถกลับมาทำงานเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ต้องกลายเป็นคนพิการตลอดชีวิตทำให้ไม่มีกำลังใจจะสู้ต่อไปอีกแล้ว อารมณ์และความรู้สึกที่รับความจริงไม่ได้ของลุงบุญรอดจึงเหมือนคนขาดสติใช้อารมณ์แทนเหตุผลลงกับครอบครัวทั้งหมด ลุงบุญรอดไม่พร้อมที่จะพบหน้าใคร เอะอะโวยวายกับญาติทุกคนที่เข้าใกล้แม้กระทั่งแม่แท้ๆของตนและจุดเริ่มต้นของกำลังใจก็เกิดขึ้น พี่สาวของลุงบุญรอด คือป้าสุข อาศัยอยู่ อ.ด่านซ้าย เปิดร้านด่านซ้ายเครื่องครัว ข้างวัดโพนชัย จึงเข้าไปอธิบายว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันไม่ถูกต้องทุกคนนั้นเป็นห่วงอยากให้ลุงบุญรอดนั้นปรับความคิดใหม่ และคอยให้กำลังใจเสมอมาและอีกสิ่งหนึ่งที่ป้าสุขเลือกเป็นทางเลือกที่สองที่จะช่วยลุงบุญรอดได้นอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์ ก็คือเรื่องไสยศาสตร์ เกี่ยวกับการดูหมอดูป้าสุขเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเวรกรรมที่ลุงบุญรอดเคยทำมา

ตอนนี้เป็นช่วงที่ลุงบุญรอดต้องใช้กรรมหนทางที่จะแก้กรรมให้ลุงบุญรอดได้ คือ การเลี้ยงผีตามที่ต่างๆ
ลุงบุญรอดได้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลยอยู่เป็นเวลา 20 วัน ตลอดเวลาที่นอนพักรักษาตัวเกิดคำถามขึ้นในตัวลุงบุญรอดมากมาย “ จะหายไหม? จะพิการรึเปล่า? ทำไมต้องเป็นแบบนี้?“ และได้ทำการรักษาโดยการทำกายภาพบำบัดPassive และรับประทานยาที่แพทย์จัดให้ เมื่ออาการเริ่มทรงตัวจึงได้กลับมารักษาตัวต่อเองที่บ้าน โดยอาศัยอยู่กับพ่อ แม่ พี่สาว พี่เขย และหลานชาย ด้วยความที่ครอบครัวไม่ค่อยมีเวลา พี่สาวที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน คือ ป้าบุญแนว มีอาชีพทำไร่ ต้องออกไปทำไร่แต่เช้าและผู้เป็นแม่มีอายุมากแล้วการดูแลจึงทำได้ยากบวกกับไม่มีองค์ความรู้ในการดูแล จึงทำให้เกิดแผลกดทับขนาดใหญ่ติดและเชื้อขึ้นจึงส่งผลให้ลุงบุญรอดมีอาการทรุดตัวลง

เช้าวันที่ 31 ตุลาคม 2554 ครอบครัวของลุงบุญรอดส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายอีกครั้งเนื่องด้วยสาเหตุที่เป็นแผลกดทับขนาดใหญ่และเกิดการติดเชื้อ แพทย์ได้ทำการตรวจและให้นอนพักฟื้นทันที ลุงบุญรอดจึงต้องกลับมาใช้ชีวิตที่โรงพยาบาลอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ว่าไม่เต็มใจอยู่เพราะเคยได้กลับไปอยู่บ้านมาแล้วและคิดว่าที่บ้านก็สามารถดูแลตัวเองได้ทำไมต้องมานอนโรงพยาบาลด้วย แต่ด้วยเหตุผลแล้วก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่เพื่อรักษาตนเอง เพราะต้องคอยเฝ้าระวังแผลติดเชื้อ ทำให้กายภาพบำบัดเข้าไปมีบทบาทในการช่วยดูแลฟื้นฟูสภาพลุงบุญรอด ในช่วงแรกๆก็ทำ Passive เพื่อป้องกันข้อติด สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ ท้อแท้ หมดหวังไม่ให้ความร่วมมือ เบื่อหน่าย ทำเพื่อให้เสร็จๆไป จึงกลายเป็นการบ้านชิ้นใหม่ ที่ทำให้ต้องกลับไปคิดทบทวนว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ลุงบุญรอดดีขึ้นและต้องเอาชนะใจลุงบุญรอดให้ได้ การวางแผนการรักษาเริ่มมีการปรับเปลี่ยนไป เนื่องจากมองเห็นถึงความสามารถที่ลุงบุญรอดน่าจะทำได้บวกกำลังใจเพิ่มเข้าไปอีกนิดอะไรหลายๆอย่างก็น่าจะดีขึ้น มีการเพิ่มความแข็งแรงให้กับแขนโดยการใช้ถุงทรายเป็นตัวช่วย ลุงบุญรอดเริ่มให้ความร่วมมือมากขึ้น ตั้งใจทำ ขยันที่จะทำ สังเกตได้จากสีหน้าและการตอบสนอง ผลที่ได้รับที่เกิดกับตัวลุงบุญรอดเองก็ตามมา ลุงบุญรอดมีสีหน้าที่สดใสและพูดด้วยความดีใจว่า ตนเองสามารถยกแขนได้แล้วและอีกเหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะกำลังใจที่มีมาไม่ขาดสายจากคนในครอบครัวจึงทำให้ลุงบุญรอดมีแรงสู้ต่อไป แผนการรักษาก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆหลังจากแขนแข็งแรงมากขึ้นแล้ว ก็เริ่มฝึกนั่งเป็นขั้นตอนต่อไป ลุงบุญรอดพอใจกับการที่ได้ลุกขึ้นนั่งเป็นอย่างมาก จึงพูดด้วยความดีใจว่า” ได้นั่งแล้วดีจังเลย ไม่ต้องมานอนมองแต่เพดาน ได้มองโน่นมองนี่รอบตัวได้บ้าง ชอบๆดีจังเลย ”

ทุกครั้งที่เข้ามาทำกายภาพบัดให้กับลุงบุญรอดนั้น ที่ข้างกายลุงจะต้องมีหญิงชราผู้เป็นแม่คอยดูแลช่วยเหลืออยู่ไม่ห่างถึงแม้จะแก่มากแล้วแต่ยายก็ไม่เคยบ่นสักคำให้ได้ยิน คำพูดของผู้เป็นแม่พูดว่า”ในยามแก่เฒ่าลูกต้องคอยดูแลเลี้ยงดูแม่ แต่ในเวลานี้แม่ที่แก่เฒ่าต้องมาคอยเลี้ยงดูลูกในสภาพแบบนี้ ยายเครียด เสียใจ ที่ต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้แต่ยายจะไม่เสียใจให้ลูกยายเห็นเด็ดขาดเพราะแค่นี้ลูกยายก็เสียใจมากแล้ว ยายเหนื่อยนะที่ต้องมานอนเฝ้าที่โรงพยาบาลแต่เพื่อลูกทั้งคนยายทำได้”น้ำเสียงที่สั่นคอนทำให้รู้ถึงความรักที่บริสุทธิ์ที่แม่มีให้กับลูก ลุงบุญรอดมีการพัฒนามากขึ้น แผลกดทับก็มีอาการดีขึ้น หมอจึงพิจารณาให้กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านได้

17 พฤศจิกายน 2554 กับการไปเยี่ยมลุงบุญรอดที่บ้านครั้งแรกหลังจากออกจากโรงพยาบาลเป็นการเดินทางโดยรถกระบะของโรงพยาบาล ทางไปบ้านลุงบุญรอดค่อนข้างจะลำบากถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ 2 ข้างทางเป็นภูเขา ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงจึงถึงบ้านของลุงบุญรอด เมื่อถึงที่หมายภาพแรกที่เห็นคือ บ้านไม้2ชั้น ชั้นล่างเป็นที่โล่งกว้างและเปิดเป็นร้านขายของขนาดเล็กๆภายในบ้าน สภาพของของที่ตั้งขายวางไม่เป็นที่เป็นทางและส่วนมากก็เต็มไปด้วยฝุ่นและหยักใย่ บ่งบอกถึงการไม่ได้ใส่ใจดูแลมาเป็นเวลานาน กลางบ้านนั้นก็พบเตียงๆหนึ่งตั้งอยู่ รูปแบบเตียงถูกทำขึ้นมาใหม่ให้มีลักษณะคล้ายกับของโรงพยาบาล มองเหนือจากเตียงขึ้นไปก็จะพบกับเชือกที่ถูกทำขึ้นให้มีลักษณะเป็นรอก ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงค่อยๆหันหน้ามาเมื่อรู้ว่ามีคนมาที่บ้านและรอยยิ้มก็เกิดขึ้นพร้อมกับคำทักทาย ลุงบุญรอดมีท่าทีที่สดใสกว่าตอนอยู่โรงพยาบาลเยอะมาก การดูแลของผู้เป็นแม่และพี่สาวทำให้ลุงบุญรอดพูดด้วยความตื้นตันใจว่า “จะสู้ให้ถึงที่สุด ทุกวันนี้ไม่ท้อและไม่เครียดเลยเพราะมีแม่และครอบครัวที่คอยดูแลทำให้ทุกอย่างทั้งๆที่ตนเองก็อายุขนาดนี้แล้ว”ตอนนี้ลุงบุญรอดสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น สามารถเหนี่ยวเตียงเพื่อพลิกตะแคงตัวได้แบ่งเบาภาระครอบครัวไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว นั่งคุยกันสักพักลุงบุญรอดก็พูดให้ฟังว่า เตียงที่เห็นนี่ก็ทำขึ้นเพื่อเอาไว้เหนี่ยวดึงตัวเองให้พลิกไปมาเองได้เหมือนแบบที่หมอบอก พยายามทำเองจนตอนนี้ทำได้แล้วส่วนเชือกนี่ก็ทำเป็นรอกเพื่อใช้ออกกำลังกายยกแขนยกขาเอง ลุงบุญรอดพูดไปพร้อมกับทำให้ดูด้วยความตั้งใจและทำอย่างมีความสุข

ในอีกมุมมองหนึ่งที่ทำให้เห็นแล้วอดปลื้มใจแทนลุงบุญรอดไม่ได้ หญิงชราผู้เป็นแม่หยิบแก้วน้ำที่รินน้ำให้เต็มแก้วพร้อมกับจับหลอดป้อนให้กับลุงบุญรอดไม่ใช่แค่นั้นแต่ยังเช็ดหน้าเช็ดปากให้เมื่อกินน้ำเสร็จและรอยยิ้มแห่งความสุขก็เกิดขึ้นกับทั้ง2คน เมื่อเห็นภาพเช่นนั้นก็นึกถึงคำพูดคำนึงขึ้นมาทันที “ไม่มีใครที่รัก เราจริงเท่าพ่อ-แม่ของเราหรอก...ถึงเราจะไม่เหลือใครแต่สุดท้ายยังไงคนที่คอยอยู่เคียงข้างไม่ทิ้งเราไปไหนก็คือ พ่อแม่-ของเรา”ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับกลั้นน้ำตาแทบไม่ได้ด้วยความตื้นตันใจ

25พฤศจิกายน 2554 ครั้งที่สองของการเยี่ยมบ้านลุงบุญรอดครั้งนี้ ได้พาพี่ไผ่ไปด้วยเพื่อไปเล่าถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับพี่ไผ่ว่าเป็นมาอย่างไรพี่ไผ่ถึงเป็นแบบนี้แล้วอะไรที่ทำให้พี่ไผ่มีแรงบันดาลใจที่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยไม่เดือดร้อนใคร พร้อมกับให้กำลังใจลุงบุญรอด ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ลุงบุญรอดหันกลับมองเห็นว่าตนเองสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ วันนี้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของลุงบุญรอดอย่างมาก แว๊บแรกที่เห็นคือสีหน้าที่สดใสและทรงผมทรงใหม่ ลุงหันมามองพร้อมกับทักทายด้วยความดีใจและพูดคุยเล่าให้ฟังว่า “ตนเองดีขึ้นจากเดิมมากให้ตัวเอง40เปอร์เซ็นจากตอนแรกพร้อมทำให้ดูว่าตนเองสามารถยกแขนได้ขนาดไหนแล้ว บอกวิธีที่ทำให้ดีขึ้นจากคำแนะนำเมื่อครั้งก่อนโดยการใช้ขวดน้ำใส่น้ำมาทำแทนถุงทรายยกเพื่อออกกำลังกาย ได้รู้ว่ากายภาพบำบัดคืออะไรสามารถบอกต่อๆให้ญาติฟัง และปฏิบัติได้ไม่ต้องเสียเงินรักษาด้วยเครื่องแพงๆแค่ตั้งใจทำและได้กำลังใจที่ดีแค่นี้ผมก็พอใจแล้ว ผมกลับดีใจด้วยซ้ำไปที่มีแต่คนดูแลและใส่ใจผม คำพูดสุดท้ายที่ทำให้ลุงบุญรอดยิ้มไปทั้งวันคือ ขอบคุณนะครับที่ทำให้ผมดีขึ้นด้วยมือของหมอและมือของผมเองครั้งหน้าก่อนหมอจะกลับถ้ามีโอกาสที่หมอจะมาได้อีกสักครั้ง ผมจะนั่งให้หมอดู“ และนี่แหละเป็นความภาคภูมิใจตามที่ข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าหมายไว้ คือ ทำให้ลุงบุญรอดมีอาการดีขึ้นและสามารถเอาชนะใจลุงบุญรอดได้