วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ “ เอ๋ “

เอ๋ หญิงวัย 30 ต้นๆเป็นคนบ้านแก่ง ตำบลร่องจิก อำเภอภูเรือ แต่มาทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านช้าย ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบันรวมๆแล้วก็ประมาณ 15 ปี เอ๋ทำงานในตำแหน่งของผู้ช่วยเหลือคนไข้แต่ก็ทำงานในตำแหน่งของชาวสวนด้วยในเวลาเดียวกัน เอ๋ เติบโตมาในครอบครัวเกษตรมีชีวิตแบบพออยู่พอกิน เอ๋เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในด้านการเรียน การทำงานและการใช้ชีวิตที่พอเพียง เพราะตั้งแต่ที่พบเอ๋ครั้งแรกเป็นผู้ช่วยเหลือคนไข้เอ๋ยังเจียดเวลาเสาร์-อาทิตย์ไปเรียนต่ออนุปริญญาที่จังหวัดเลยเป็นเวลาถึง 2 ปีและในปัจจุบัน เอ๋ ก็ยังขอหยุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนและเดือนตุลาคมเพื่อไปสอบมสธ.ในระดับปริญญาตรี สมกับคำว่าไม่มีใครแก่เกินเรียนจริงๆ ในเรื่องการทำงาน เอ๋ เป็นคนขยันมาก เรียนรู้หาวิธีใหม่ๆเพื่อพัฒนางานอยู่เสมอโดยเฉพาะงานที่ได้รับมอบหมายเช่นการที่จะต้องให้คนไข้ทิ้งผ้าให้ถูกประเภท เอ๋ก็จะหาวิธีประสานกับหน่วยงานชักฟอกเพื่อตรวจสอบความเข้าใจให้ถูกต้อง ตรงกันโดยเอ๋เป็นคนที่สนุกกับการทำงาน และอีกอย่างหนึ่งที่ต้องพูดถึงความเป็นเอ๋คือ เอ๋เป็นนักกีฬาของโรงพยาบาลที่จะหาคนเทียบชั้นยากโดยเฉพาะกีฬาวอลเล่ย์บอลที่เป็นแชมป์กีฬายุพราชไม่รู้กี่สมัยแต่ตอนนี้ เอ๋ บอกว่าแก่แล้วให้เด็กรุ่นใหม่เล่นเถอะ

ในเรื่องครอบครัวเอ๋แต่งงานกับสมัคร สุวรรณชาติ ชายหนุ่มขี้อายที่อยู่บ้านตรงข้ามกัน(ความจริงก็คือเพื่อนร่วมรุ่นของทั้งสมัครและเอ๋ต่างก็แต่งงานกันหมดแล้ว ก็เลยว่าเหลือเราสองคนสุดท้าย มาแต่งงานกันเถอะ) ปัจจุบันสมัครก็เป็นทั้งชาวสวนและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโดยทั้งสองมีพยานรักด้วยกัน 1 คนคือ น้องออม (เด็กหญิงธนวรรณ สุวรรณชาติ)

ทุกครั้งที่เอ๋ว่างเว้นจากงานประจำที่โรงพยาบาล เอ๋จะวางแผนการกลับบ้านว่าวันนี้จะกลับไปทำอะไรบ้าง บ้างก็บอกว่าจะไปใส่ปุ๋ย ไปถางหญ้า ไปตัดแต่งกิ่งผลไม้ต่างๆแต่ไม่มีเลยที่จะได้ยินว่าจะกลับบ้านไปนอนเล่นหรือไปเที่ยวไกลๆ เอ๋เป็นคนขยันและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่นในเรื่องการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง เพราะเอ๋จะไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสังเกตจากการกินอาหารเอ๋จะเป็นคนที่กินเพื่ออยู่ไม่ต้องราคาแพง กินอะไรง่ายๆเท่าที่มี ส่วนเรื่องเสื้อผ้ายิ่งไม่ต้องกล่าวมากมายเพราะถึงแม้จะเป็นผู้หญิงอยากแต่งตัวสวยอย่างไร เอ๋ก็ใส่เพียงชุดกีฬาและไม่เคยรังเกียจชุดของผู้อื่นที่หยิบยื่นให้ น้อยครั้งที่จะซื้อเสื้อผ้าใส่ไปตามงานโอกาสต่างๆเพื่อความเหมาะสม





ถึงแม้เอ๋จะไม่ได้ใช้ชีวิตฟู่ฟ่าเหมือนกับคนอื่นๆแต่เอ๋ก็มีความสุขกับชีวิตที่พอเพียง เอ๋มีสวนผัก และสวนผลไม้ที่มีไว้กินตลอดปีโดยแทบไม่ต้องซื้อ ทั้งยังพอมีเหลือไว้ขาย(เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแทบจะไม่มีไครที่ไม่เคยกินผลไม้จากสวนของเอ๋) ปัจจุบันเอ๋ซื้อรถกระบะ 1 คันไว้ใช้ในครอบครัวและใช้ในการเกษตรโดยส่งงวดรถเป็นรายปีโดยไม่ลำบากเพราะวางแผนเก็บเงินเป็นอย่างดี นอกจากนี้เอ๋ยังสอนให้ลูกใช้ชีวิตแบบพอเพียง ครั้งหนึ่งต้องไปส่งงวดรถที่ในเมือง จึงพาลูกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าด้วย หลังจ่ายค่างวดรถเหลือเงินติดกระเป๋าประมาณ 300 บาท ลูกอยากได้รองเท้าโดยลูกหยิบรองเท้าในราคา 119 บาทมา เอ๋จึงสอนลูกแล้วพาลูกไปเลือกรองเท้าใหม่ ลูกจึงหยิบรองเท้าอีกคู่หนึ่งมาในราคา 79 บาทซึ่งก็สวยและประหยัดใช้ได้เหมือนๆกัน หากเด็กไทยทุกคนถูกปลูกฝังให้ใช้ชีวิตแบบพอเพียงได้แบบนี้ สังคมก็คงสงบไม่ต้องแก่งแย่ง แข่งขัน และมีชีวิตแบบเรียบง่ายตามรอยพ่อหลวงของเรา และนี่คือแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อว่าเอ๋ รักษ์ตรา สุวรรณชาติ ผู้ช่วยเหลือคนไข้หอผู้ป่วยใน 1 โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย



วิมลมาศ พงษ์อำนวยกฤต 
 หัวหน้างานหอผู้ป่วยใน 1

2 ความคิดเห็น:

  1. อยู่อย่างพอเพียงก็ดีเหมือนกันนะ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ8 มกราคม 2555 23:34

    โดนใจมากค่ะ..
    ดิฉันมีลูกชาย1คนค่ะ อายุ3เดือนเศษ.เกิดที่รพ.ด่านซ้าย ประทับใจการให้บริการและความเป็นกันเองของคุณหมอและพยาบาลรวมถึงพนักงานทุกคนค่ะ ดิฉันจะยึดพี่เอ๋เป็นแบบอย่างค่ะ..พี่เอ๋เป็นแบบอย่างที่ดีในสถานการณ์ของยุคสมัยวัตถุนิยมอย่างนี้ค่ะ

    คุณแม่ลูกหนึ่ง

    ตอบลบ